ี้กลับมีคนรู้สึกว่าการอยู่ในคุกสุขสบายกว่าอยู่บ้านเสียอีก…
เจียงเสวี่ยหนิงฟังทีแรกก็วางใจ ทว่าพอใช้ความคิดอีกหนกลับรู้สึกว่านอกจากน่าขันแล้วยังน่าเวทนานัก
นางเองก็ไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้มาก ด้วยกลัวตนจะอดถามไม่ได้ว่าตอนอีกฝั่ายอยู่ในจวนมีชีวิตเป็นเช่นไร
ดังนั้นจึงหยิบซองที่โจวอิ๋นจือมอบให้ออกมาจากแขนเสื้อและส่งใส่มือโหยวฟางอิ๋น “ต่อให้เป็นอูฐที่ผอมแห้งใกล้ตายก็ยังมีขนาดใหญ่กว่าอาชา บ่อเกลือของตระกูลเหรินต่อให้ตกต่ำอีกเพียงใด ก็ยังเหนือล้ำกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะจินตนาการได้ หากไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทองย่อมไม่อาจทำงานสำเร็จ เงินพวกนี้เจ้าจงเก็บเอาไว้เถิด”
เมื่อโหยวฟางอิ๋นเปิดออกดูก็ตกตะลึง
ชีวิตนี้นางไม่เคยเห็นเงินจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเงินก้อนนี้มาจากจวนชิงหย่วนปั๋อ จึงคิดว่าควรอยู่ในมือโหยวฟางอิ๋นเพื่อถือเป็นการชดเชยถึงจะถูก เพียงแต่ไม่สะดวกจะบอก ครั้นนึกถึงสภาพอันยากลำบากของนางในตอนนี้จึงพูดว่า “จวนชิงหย่วนปั๋อไม่เห็นคนเป็นคน ไหนจะมีพี่สาวที่ชอบทำร้ายคนขนาดนั้นเช่นโหยวเย่ว์อีก เดิมทีไม่ควรให้เจ้าทนลำบากอยู่ที่บ้านต่อ แต่เนื่องด้วยเวลากระชั้นชิด ข้าจึงยังคิดวิธีทำให้เจ้าหลุดพ้นไม่ออกเลย…”
โหยวฟางอิ๋นรีบปลอบ “ไม่เป็นไร ฟางอิ๋นไม่เป็นไรจริง ๆ ต่อให้ต้องอยู่ที่นี่ไปทั้งชาติก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ยิ้ม
นางมองโหยวฟางอิ๋น เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าแม่นาง