งทุน”
เหรินเหวยจื้อพลันเผยอริมฝีปาก รู้สึกเหลือเชื่อ แม่นางผู้นี้ดูไม่เหมือนคนมีเงินเลย!
ทว่าถึงอย่างไรในเมืองหลวงก็มีผู้คนอยู่ทุกรูปแบบอยู่แล้ว
ตัวเขาสิ้นไร้ไม้ตอก คงไม่มีผู้ใดคิดจะใช้แผนหญิงงามมาหลอกเอาภาพร่างหรอกกระมัง
เมื่อเขานึกถึงตรงนี้ก็หัวเราะเย้ยหยันตนเองถอยหลังก้าวหนึ่งเปิดทางให้ เชิญโหยวฟางอิ๋นเข้ามาข้างใน “ที่แท้ก็มาเพราะเรื่องเกลือเหมือนกันนี่เอง เชิญเข้ามา ยังไม่ทราบเลยว่าแม่นางมีนามเรียกขานว่าอันใด?”
แม้ก่อนหน้านี้โหยวฟางอิ๋นจะเคยเจรจาการค้ากับสี่ว์เหวินอี้มาแล้ว แต่สี่ว์เหวินอี้อายุไม่น้อย อีกทั้งยังมีลูกแล้วด้วย นางจึงเห็นสี่ว์เหวินอี้เป็นผู้อาวุโส
ทว่าเหรินเหวยจื้อผู้นี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาง
ครั้นเข้ามาในห้องพักซอมซ่อของเขา นางก็อดระมัดระวังตัวหน่อย ๆ ไม่ได้ ตอบเพียงว่า“ข้าแซ่โหยว”
เหรินเหวยจื้อผงกศีรษะ “เช่นนั้นข้าน้อยจะเรียกท่านว่า ‘แม่นางโหยว’ ก็แล้วกัน เชิญนั่ง”
ภายในห้องพักมีเพียงโต๊ะสี่เหลี่ยมกว้างโล่งวางขนมเล่าปิง[1]ข้าวโพดที่เย็นชืดจานหนึ่งไว้รวมถึงถ้วยชาไม่กี่ใบและกาน้ำชาอีกใบ
มีเก้าอี้สามตัวอยู่ข้างโต๊ะ
เขาเชิญให้โหยวฟางอิ๋นนั่งลงฝังตรงข้ามจากนั้นก็ยกการินชาให้นางถ้วยหนึ่งพลางหัวเราะด้วยความละอายใจ “ยามใช้น้ำชาจืดชืดราคาถูกเช่นนี้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนเมื่อหลายวันก่อนข้าน้อยยังรู้สึกขายหน้าอยู่บ้าง ทว่าตกอยู่ในภาวะขัดสนถึงเพียงนี้ ต่อให้อยากมีหน้ามี