ตาคงทำไม่ได้ ด้วยสภาวะบีบบังคับ หวังว่าแม่นางโหยวจะไม่รังเกียจ”
โหยวฟางอิ๋นกลับตื่นตระหนกเสียอีกที่ได้รับการดูแล รับถ้วยชามาด้วยสองมือ คิดเพียงว่ายามตนอยู่ในจวนปั๋อ แม้แต่น้ำชาราคาถูกยังไม่มีโอกาสได้ดื่มเลย พลันรู้สึกระทดใจเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่รังเกียจหรอก”
เหรินเหวยจื้อทอดสายตามองนาง
โหยวฟางอิ๋นประคองถ้วยชาดื่มไปอึกหนึ่งขณะหลุบสายตาก็เห็นขนมเล่าปิงข้าวโพดเย็นชืดจานนั้นเข้า นางจึงช้อนดวงตาขึ้นมองเหรินเหวยจื้อพร้อมกล่าวช้า ๆ “นี่ข้ากินได้หรือไม่?”
เหรินเหวยจื้อตะลึงมองเล่าปิงจานนั้นใบหน้าแทบจะร้อนลวก คำพูดคำจาเริ่มอึกอัก“นี่ นี่เป็นอาหารเที่ยง จะกินก็กินได้นะ เพียงแต่วางทิ้งไว้จนเย็นหมดแล้วนี่สิ…”
โหยวฟางอิ๋นยกยิ้ม “ข้าไม่ถือสา”
นางแค่หิวอยู่บ้าง
เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าของ โหยวฟางอิ๋นจึงวางถ้วยชา หยิบเล่าปิงข้าวโพดแผ่นหนึ่งจากจานแล้วกัดคำเล็ก ๆ ไปคำแล้วคำเล่า
อาหารเย็นชืดตกถึงท้อง อุ่นขึ้นด้วยความร้อนของร่างกาย
ทั้งที่นางไม่ได้รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความอยุติธรรมอันใด ทว่าเพิ่งกินไปไม่กี่คำน้ำตากลับหลั่งพรูลงมาเป็นสายโดยไม่รู้ตัวจนเกือบสะอื้นไห้
เหรินเหวยจื้อทีแรกเพียงนึกว่าตนมีลูกค้าที่ไม่ธรรมดามาหา ไหนเลยจะคาดคิดว่านางกินเล่าปิงยังไม่ทันหมดชิ้นก็ร้องไห้เสียแล้ว เขาทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ คิดจะหาผ้าเช็ดหน้าส่งให้ แต่หาอยู่นานก็หาไม่ได้
สุดท้ายจึงทำได้แค่พูดเสียงแหบเสียงแห้ง