ละมองสบดวงเนตรงามกระจ่างสุกใสของเจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอด สุดท้ายก็ทำได้แค่เปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจเฮือก
เจียงปั๋อโหยวตบบ่านาง พูดเพียงว่า “เจ้าเองก็เหนื่อยแล้ว เกรงว่าตอนอยู่ในวังคงนอนหลับไม่สนิทด้วยซ้ำสินะ? กลับห้องไปพักผ่อนให้ดี ๆเถิด ส่วนถังเอ๋อร์กับเหลียนเอ๋อร์สองคนนั้น ในเมื่อเจ้าต้องการ ประเดี๋ยวข้าจะสั่งการผู้ดูแลให้ไปทำตามที่เจ้าบอก”
การที่เจียงเสวี่ยหนิงเลือกพูดออกมาในตอนนี้ก็เพียงเพื่อกรุยทางไว้ก่อน ปั้องกันไม่ให้อีกครึ่งปีต่อมาพอตนบอกจะไปจากเมืองหลวงอย่างปุบปับแล้วคนในครอบครัวจะยอมรับไม่ได้ ฉะนั้นการที่เจียงปั๋อโหยวไม่ได้อนุญาตทันทีจึงอยู่ในความคาดหมาย
นางทั้งไม่ได้เรียกร้องและไม่ได้คัดค้านอันใด
เพียงผงกศีรษะอย่างว่าง่าย กล่าวอำลาและค้อมกายคารวะ ก่อนเดินออกไปจากห้องอักษร
ตอนสนทนากับเจียงปั๋อโหยวระยะหนึ่งเสร็จสิ้นถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ก็สืบข่าวกลับมาได้ พวกนางยืนรออยู่ตรงระเบียงทางเดิน เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเดินออกมาก็ก้าวตามหลังกระซิบเสียงเบา “แย่แล้วเจ้าค่ะ! หญิงรับใช้ของจวนชิงหย่วนปั๋อบอกว่า ครั้งก่อนหลังจากแม่นางฟางอิ๋นมีเรื่องกับคุณหนูโหยวเย่ว์ก็ถูกขังเอาไว้หกเจ็ดวันถึงค่อยปล่อยตัวออกมา แต่นี่เพิ่งจะอยู่อย่างสงบได้แค่ไม่กี่วันเอง คุณหนูโหยวเย่ว์ก็กลับมาจากวังอีกแล้ว ไม่รู้จะทรมานนางอีกเช่นไรบ้างเจ้าค่ะ!”
*****
ขณะนี้โหยวเย่ว์ไม่มีเวลาไปทรมานโหยวฟางอ