ม่
จากนั้นก็สวมชุดกระโปรงผ้าแบบเรียบง่ายตัวนั้นให้เรียบร้อยหลังรวบผมจัดทรงใหม่แล้ว นางก็เงยศีรษะก้าวออกจากห้องเก็บฟืนด้วยใบหน้าสะอาดสะอ้านไร้เครื่องประทินโฉม
โหยวเย่ว์รอบนรถม้านอกประตูข้างอย่างรำคาญใจอยู่นาน พอเห็นโหยวฟางอิ๋นเดินตามหญิงรับใช้มาด้วยท่าทางราวกับผีอดอยากก็เยาะเย้ยถากถาง “ดูท่าทางผอมแห้งแรงน้อยน่าสมเพชของเจ้าสิ ช่างเหมือนมารดาชั้นต่ำผู้นั้นของเจ้านัก ว่าอย่างไรเล่า ตอนนี้ไม่มีแรงจะต่อปากต่อคำแล้วละสิ?”
โหยวฟางอิ๋นแสดงการคารวะ “คารวะพี่หญิงรองเจ้าค่ะ”
โหยวเย่ว์กลอกตาค้อน ปล่อยผ้าม่านลงทันที“เจ้าไปนั่งตรงที่นั่งสารถีข้างนอก อย่าเข้ามาทำให้รถม้าข้าสกปรก”
โหยวฟางอิ๋นยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่บ้าง “นี่พี่หญิงรองกำลังจะไปที่ใด แล้วพาข้าไปด้วยเหตุใดหรือเจ้าคะ?”
โหยวเย่ว์ตอบเพียงว่า “ให้โอกาสเจ้าทำคุณไถ่โทษ ตอนนี้ข้าจะไปโรงเตี๊ยมสู่เซียง ไปพบเหรินเหวยจื้อผู้นั้นสักหน่อย หากเจ้าช่วยข้าทำงานนี้สำเร็จ ตอนข้าเข้าวังครั้งหน้าจะไม่ลงโทษให้เจ้าไปอยู่ห้องเก็บฟืน ทั้งยังจะปล่อยเจ้าออกไปเซ่นไหว้มารดาที่ตายไปแล้วด้วย!”
โหยวฟางอิ๋นพลันใจสั่นสะท้าน
โหยวเย่ว์หัวเราะดูแคลนขณะกล่าวเตือน“เพียงแต่อย่าได้เล่นลูกไม้ใด ๆ เด็ดขาด มิเช่นนั้นข้ามีวิธีจัดการเจ้าแน่!”
โหยวฟางอิ๋นรู้ว่าโอกาสอันล้ำเลิศมาถึงแล้วนางเติบใหญ่ท่ามกลางการดูหมิ่นเหยียดหยามและการด่าทอทุบตีของผู้อื่นมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับ