ดูว่ากล้าทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง”
หลังจากโหยวฟางอิ๋นในชาติก่อนหาเงินจนได้เป็น ‘เศรษฐีนีอันดับหนึ่ง’ ไม่นานนักก็หาโอกาสช่วงที่คนในจวนไม่ทันสังเกตหลบหนีออกจากจวนตระกูลโหยว แล้วไปหาคนที่นางได้รู้จักจากกลุ่มก้อนต่าง ๆ เพื่อซื้อปั้ายผ่านทาง จากนั้นใช้สายสัมพันธ์ทางการค้าเดินทางออกจากเมืองหลวง ระหกระเหินจากบ้านเกิดไปยังเจียงหนานเพื่อขยับขยายอาณาจักรของตนเองทางด้านจวนชิงหย่วนปั๋อเล่า
ก็แค่บุตรีอนุภรรยาไร้ค่าหายไปคนหนึ่ง แจ้งความเสร็จก็ทำเหมือนนางถูกพ่อค้าทาสจับตัวไปขาย ไม่ได้ให้ความสนใจอีก กระทั่งหลายปีต่อมาโหยวฟางอิ๋นกลายร่างเป็นเศรษฐีนีอันดับหนึ่งมาเยือนเมืองหลวง คนจวนชิงหย่วนปั๋อถึงจะเพิ่งจดจำนางได้ ทว่ายามนั้นจวนปั๋อตกอับไปแล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเงินของโหยวฟางอิ๋นสามารถซื้อตัวเทพยดาได้ด้วยซ้ำไป นางจึงไม่กริ่งเกรงจวนปั๋อเล็ก ๆ แห่งหนึ่งแม้แต่น้อย ไม่เกิดปัญหาใด ๆทั้งสิ้น
เพียงแต่โหยวฟางอิ๋นในชาตินี้จะกี่มากน้อยก็ขี้ขลาดและอ่อนแออยู่บ้าง มิหนำซ้ำกระทั่งตัวเจียงเสวี่ยหนิงเองยังไม่กล้าออกจากจวนไปผจญภัยสุดหล้าฟั้าเขียวเพียงลำพังเหมือนอย่างโหยวฟางอิ๋นในชาติก่อนเลย เช่นนี้แล้วจะกล้าหวังให้โหยวฟางอิ๋นในชาตินี้ทำแบบนั้นได้อย่างไรกัน
เจียงเสวี่ยหนิงหนักใจแล้วจริง ๆ
คิดแล้วคิดอีกก็ยังหาวิธีการดี ๆ ที่จะทำให้โหยวฟางอิ๋นหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ไม่ได้ นางจึงพักเรื่องนี้ไว้ชั่วคราวและเปลี่ยนไปพูดเรื่อง