างหญิงแพศยาโดยมิได้คาดหมาย นางจึงสั่งให้คนไปตามหาคนชื่อเหรินเหวยจื้อผู้นี้ในเมืองหลวง เพื่อจะได้สืบว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จไปในตัวด้วย
บัดนี้ผ่านไปแล้วสิบวัน
โหยวเย่ว์เชื่อว่าพอกลับถึงจวนย่อมมีข่าวดีอันน่าตื่นตะลึงรอคอยตนอยู่เป็นแน่
“ต้องกล่าวอำลาพี่หญิงทุกท่านอีกแล้ว คิดไม่ถึงว่าสิบวันในวังหลวงพูดไปแล้วก็ยาวนาน แต่พอได้ใช้ชีวิตจริงกลับสั้นนัก ต้องอำลาทุกท่านชั่วคราว ข้ารู้สึกอาวรณ์อยู่บ้าง” แม้จะกล่าวเช่นนี้ ทว่าหางตาโหยวเย่ว์กลับมีแต่รอยยิ้ม“หวังเพียงว่าวันหยุดสองวันนี้จะรีบผ่านพ้นและได้กลับเข้าวังมาใหม่เร็วขึ้นอีกสักนิด เพื่อจะได้กลับมาเป็นพระสหายร่วมศึกษาถวายองค์หญิงใหญ่ อีกทั้งจะได้พบปะทุกท่านอีกครา”
ทุกคนแทบไม่ได้เก็บสัมภาระ
ประการแรก นี่เป็นแค่วันหยุดพักผ่อนสองวันแบบชั่วคราว ประการที่สอง หลังจากผ่านเรื่องที่เจียงเสวี่ยหนิงเกือบถึงคราวเคราะห์เพราะกระดาษแผ่นหนึ่ง ทุกคนจึงยิ่งไม่กล้านำสิ่งของอะไรเข้าออกวังหลวง ต่างเน้นความเรียบง่ายและพกของน้อยชิ้น
ตั้งแต่เช้าตรู่ก็เดินทางออกไปทางประตูซุ่นเจินกันแล้วทุกคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ไม่ได้ตอบรับโหยวเย่ว์
เหยาหรงหรงหัวคิ้วขมวดมุ่นตาละห้อย กล่าวพลางถอนหายใจด้วยท่าทางกังวลยิ่งนัก “ไม่กลัวพี่หญิงทั้งหลายจะหัวเราะเยาะหรอก ข้านั้นเป็นคนขวัญอ่อน เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวังหลวงน่าอกสั่นขวัญแขวนนัก เดิมทีนึกว่าชีวิตของเหล่าชนชั้นสูงจะมีแต่