บเป็นทหารที่ยืนแถวเรียงรายเฝั้าอยู่ทั้งหัวและท้ายถนน แต่ละคนสวมชุดเกราะบนร่าง มือถืออาวุธ ใบหน้าขึงขัง ดวงตาประดุจเหยี่ยวคู่แล้วคู่เล่ากวาดมองผู้คนที่สัญจรผ่านไปผ่านมา
รถม้าจวนตระกูลเจียงเพิ่งจะผ่านเข้าไปก็มีคนจับจ้องแล้ว
จวบจนมองเห็นตราประจำตระกูลเจียงบนรถม้าและจดจำได้ถึงถอนสายตากลับ ไม่มีผู้ใดรุดมาขวางพวกนางไว้
เจียงเสวี่ยหนิงเงียบงันไม่กล่าวคำ
ถังเอ๋อร์เห็นสีหน้านางจึงพูดเสียงค่อยอย่างระมัดระวัง “จู่ ๆ หลายวันก่อนก็มีทหารมาปิดล้อมจวนหย่งอี้โหว พอจวนตระกูลเจียงของเราได้รับข่าวก็ตระหนกตกใจ ส่วนนายท่านก็ยิ่งลุกขึ้นสั่งให้คนออกไปสืบสถานการณ์กลางดึกอย่างไรก็ตามต่างพูดกันว่าเรื่องคราวนี้ใหญ่หลวงนัก มิหนำซ้ำพักนี้ยังมีพวกหัวขโมยและคนจรจัดเร่ร่อนอยู่ทั่วเมืองหลวง กลางคืนแอบย่องไปปิดประกาศบนประตูร้านค้าและประตูเมือง บนนั้นเขียนถ้อยคำอันบังอาจหยาบช้า ทำให้ศาลาว่าการเมืองซุ่นเทียน[2]และหน่วยองครักษ์เสื้อแพรพากันออกโรงไล่จับกุมคนไปทั่วทุกแห่งหน มีคนถูกจับขังอยู่จนเต็มคุก ว่ากันว่าต่างเป็นสาวก‘นิกายสวรรค์’ อะไรนี่แหละเจ้าค่ะ…”
นิกายสวรรค์!
ตามที่เล่าขานกันมานิกายนี้ก่อตั้งมาหลายสิบปีแล้ว คราแรกเป็นเหมือนพุทธและเต๋า คิดไม่ถึงว่าภายหลังกลับรับคนเร่ร่อนและจอมยุทธ์พเนจรจำนวนมาก พวกบ้านแตกสาแหรกขาดขาดการอบรมสั่งสอนไม่รู้จักทำมาหากินในยุทธภพที่มีอยู่มากมายล้วนเข้าร่วม นิกายนี้ใช้คำว่า ‘สวรรค์’เป็น