มชาร้อนระงับความตื่นตระหนก
เนื่องจากสืบได้ว่าเป็นการใส่ความของนางกำนัล ดังนั้นยามนี้ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าเรียกให้นางกำนัลมาปรนนิบัติรับใช้
เมื่อตัดเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งยังไม่กลับมาก็เหลือกันอยู่เจ็ดคน
เฉินซูอี๋กล่าวด้วยท่าทางไม่ใช่เรื่องของตนเอง“ถือว่านางโชคดี ขวัญกล้านัก ถึงกับกล้าโต้เถียงไทเฮาโดยตรง ทั้งยังกล้าพูดว่าตัวเองเป็นบุตรีขุนนางไม่ใช่นางกำนัล ควรให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรหรือไม่ก็กรมอาญาสืบสวน หนนี้โชคยังดีที่ผู้ที่มาคือใต้เท้าเฉินและใต้เท้าจาง จึงรอดพ้นคราวเคราะห์ไปได้ มิเช่นนั้นเกรงว่าพวกเราคงไม่ได้เห็นนางมีชีวิตแล้วละ”
ไม่รู้เพราะเหตุใด เหยาหรงหรงกลับนึกถึงรายละเอียดปลีกย่อยอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
ช่างประจวบเหมาะว่าผู้ที่ออกจากวังไปตามคนจากกรมอาญามาคือขันทีซึ่งคุกเข่าอยู่นอกตำหนักคุนหนิงในวันนั้น
นางพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว “โชคดีจริงหรือ…”
เซียวซูมองนางทีหนึ่ง ไม่ได้สอดคำโจวเปั่าอิงกะพริบตาปริบ ๆ อดมองไปด้านนอกประตูไม่ได้ “พี่หญิงหนิงแค่ไปขอบคุณเองไม่ใช่หรือ ควรพูดจาแค่สองสามประโยคก็เสร็จแล้ว เหตุใดปั่านนี้ยังไม่กลับมาอีกล่ะ?”
เหยาซีสีหน้าคล้ำลงเล็กน้อย
เดิมทีโหยวเย่ว์คอยสังเกตคำพูดและสีหน้าท่าทางของทุกคนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงสังเกตเห็นความผิดปกติเพียงเล็กน้อยนี้ได้แทบจะทันทีครั้นใช้ความคิดก็นึกถึงความสัมพันธ์ของเหยาซีกับจางเจอออก พลันเข้าใจว่าเหยาซีกำลังติดใจเรื่องอะไรอยู่
นางไม่ก