แล้ว
ฟางเมี่ยวเป็นคนเห็นก่อนจึงส่งเสียงเรียก
เฉินซูอี๋กล่าวเจือหัวเราะแฝงความนัย “เหตุใดคุณหนูรองเจียงถึงไปนานเช่นนี้ล่ะ?”เจียงเสวี่ยหนิงยังคงถือโคมไฟ รั้งฝีเท้ายืนอยู่ใต้ชายคา เพียงหลุบตาเปั่าไฟให้ดับ ก่อนจะเบือนกลับมามองแล้วกล่าวเรียบ ๆ ว่า “พบเซี่ยเซียนเซิงระหว่างทาง ถูกขวางและสอบถามไปสองสามประโยค”
เมื่อทุกคนเห็นนางมีสีหน้าท่าทางไม่ค่อยสดชื่นสักเท่าใดนัก กอปรกับคิดว่านางมักจะถูกเซี่ยเวยอบรมสั่งสอนอยู่เสมอ จึงนึกว่านางโดนดีอีกแล้วสิเนี่ย
คราวนี้กลับรู้สึกโล่งใจอย่างน่าประหลาด
โจวเปั่าอิงเบิกตาโพลง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนนิ่มนวลหน่อย ๆ “เซี่ยเซียนเซิงคงไม่ได้ต่อว่าท่านอีกหรอกนะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นทุกคนกลับคืนสู่สภาพนั่งจิบน้ำชาสนทนาภายในห้องอีกคราก็รู้สึกไม่อยากมีส่วนร่วมมากนัก นางกล่าวถ้อยคำโกหกที่ถือว่าไม่ใหญ่ไม่เล็ก “ไม่ได้ตำหนิอะไรมาก เพียงบอกให้พรุ่งนี้ข้าไปเรียนพิณดังเดิมเท่านั้นเอง”
มีบางคนไม่เชื่อว่าจะง่ายดายเช่นนี้ ต่างลอบหัวเราะเยาะในใจ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเอ่ยเพียงว่า “วันนี้ได้รับความตระหนกและเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ทั้งยังทำให้ทุกคนต้องพลอยได้รับความตกใจ ต้องขออภัยด้วยจริง ๆ ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย ขอตัวกลับไปนอนที่ห้องก่อน ทุกคนก็รีบพักผ่อนให้เร็วสักหน่อยเถอะนะ”
กล่าวจบก็แขวนโคมไฟไว้ที่ระเบียงทางเดินจากนั้นก็เดินไปตามระเบียงเพื่อวนกลับห้องของตน
ห้องซึ่งถูกคนรื้อค้