ผุดบนริมฝีปาก
ถึงแม้ค่ำคืนนี้นางต้องเผชิญภยันตรายแทบจะเกี่ยวพันถึงชีวิตในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่กี่ชั่วยามทว่าในความสงบที่หาได้ยากยิ่งนี้ นางขอหยุดคิดชั่วคราว เพียงอยากจะดำดิ่งในความปีติยินดีเท่านั้น แม้จะมีอยู่เพียงน้อยนิดและเป็นช่วงเวลาอันแสนสั้นก็ตาม
ฝีเท้ายังอดกระฉับกระเฉงขึ้นไม่ได้
ขณะเดินเลี้ยวผ่านหัวมุมตรงทางแยกเบื้องหน้า ในที่สุดนางก็นึกสนุก กระโดดเหยงไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง
“โอ๊ย!”
ฉับพลันก็เกิดเสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นจากบริเวณหัวมุมนั้น
โคมไฟที่ขันทีน้อยถืออยู่แกว่งไกวไปมา เขาพูดออกมาทันที “บังอาจ ถึงกับกล้าชนท่านรองราชครูเชียวเรอะ!”“…”
เจียงเสวี่ยหนิงเงยหน้าขึ้นมาเห็นเซี่ยเวยยืนอยู่ตรงหน้านาง ท่าทางเขาคล้ายนึกไม่ถึงเช่นกันว่าจะมีคนกระโดดออกมาจากหัวมุม ความประหลาดใจฉายวาบในดวงตา แต่เมื่อเห็นนางชัด ๆ หัวคิ้วก็ขมวดมุ่นเป็นชั้น ๆ
นางร่างแข็งทื่อในบัดดล
เซี่ยเวยหันศีรษะกลับมา สายตาข้ามผ่านร่างนางไป เขามองเส้นทางที่นางเดินมา
ฟากนั้นเฉินอิ๋งและจางเจอเพิ่งเดินจนถึงสุดทางพอดีไม่นานนักก็หายลับไป
แต่เซี่ยเวยครุ่นคิดเพียงเล็กน้อยก็ทราบแล้วขุนนางวังหน้าที่เพิ่งจะออกจากเขตพระราชฐานส่วนในยามนี้ นอกจากเฉินและจางสองคนจากกรมอาญาแล้วก็ไม่มีผู้ใดอีก กอปรกับท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องจนลืมตัวของเจียงเสวี่ยหนิง ไหนเลยจะเหมือนผู้ที่ถูกคนใส่ไคล้และรอดพ้นจากคราวเคราะห์
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอ