ียนพิณตามลำพังเช่นนี้ไม่รู้ว่าเซี่ยเซียนเซิงจะเข้มงวดกวดขันเพียงใด เช่นนี้แล้วนางต้องทนทุกข์อย่างน่าเวทนามากแค่ไหนกันนะ
แต่เรื่องนี้ตนไม่อาจทำอะไรได้เลย
ยามนี้จึงคิดในใจว่า ‘ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร วันหน้าค่อยดีกับหนิงหนิงเพิ่มสักนิด เพื่อชดเชยให้นางอีกสักหน่อยก็ได้!’
เจียงเสวี่ยหนิงอุ้มพิณแล้วเดินเข้ามาจากข้างนอก ทีแรกยังไม่รู้ว่าคนเหล่านี้กำลังคิดอะไรอยู่
ทว่าเมื่อเซี่ยเวยได้ยินเสียงพิณที่นางดีดเป็นเสียงแรกแล้วสั่งให้นางหยุด บอกให้ไปนั่งสงบจิตใจอยู่ด้านข้างและอย่าได้ดีดอีก นางจึงมีโอกาสกวาดสายตามองสีหน้าของทุกคน ทันใดนั้นก็พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจ คนพวกนี้คงนึกว่านางประสบเคราะห์กรรมยามอยู่กับเซี่ยเวยสินะ
นางไม่กล้าแตะต้องพิณอีกเลยจนถึงตอนเลิกเรียน
ครั้นสิ้นสุดเวลาเรียน เซี่ยเวยเดินผ่านข้างกายนาง ยังคงมองนางจากเบื้องบน แววตาไร้ซึ่งความเป็นมิตรและความอดทนต่างจากตอนอยู่ในตำหนักข้างเมื่อครู่ กล่าวด้วยความเย็นชามากเป็นพิเศษ “การเรียนพิณนั้นประการแรกอย่าใจร้อน ประการที่สองต้องสงบจิตใจ ประการที่สามต้องเพียรพยายามฝึกฝน ทั้งสามสิ่งเจ้าไม่มีสักอย่าง นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปจงไปฝึกฝนพิณที่ตำหนักข้างด้วยตนเองทุกวัน หากเรียนได้ไม่ดีก็ไม่ต้องอยู่ต่อแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงตกตะลึงเหตุใดเซี่ยเวยผู้นี้ถึงเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วยิ่งกว่าการพลิกหน้าตำราอีกนะ
นางบังเกิดความวู่วามนึกอยากจะตบโต๊ะแล้วยืนขึ้นมาอ