ย่างน่าประหลาด อย่างไรก็ตามเมื่อเงยหน้าขึ้นมากลับสบเข้ากับนัยน์ตาที่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มคู่นั้นของเซี่ยเวย ทำให้นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ แต่เขากล่าวทิ้งท้ายเอาไว้เช่นนี้แล้วก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก อุ้มพิณเดินออกไปจากตำหนักโดยไม่สนใจผู้ใด
ครั้นเห็นคนเดินไปแล้ว คนอื่นที่อยู่ในตำหนักถึงเริ่มทยอยวิพากษ์วิจารณ์กัน
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเดินกระฟัดกระเฟียดมาข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง “เซี่ยเซียนเซิงเข้มงวดเกินไปแล้ว! เขาว่าเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไร?”
โจวเปั่าอิงพองแก้มผงกศีรษะเช่นกัน “นั่นสิพี่หญิงหนิงช่างน่าสงสารนัก ตอนพวกเราเริ่มเรียนพิณกันใหม่ ๆ ต่างก็เริ่มจากบรรเลงไม่เป็นจนบรรเลงได้ เซี่ยเซียนเซิงทำเกินไปแล้วนะ…”
แม้แต่สายตาที่เหยาหรงหรงมองนางยังแฝงความเห็นใจอยู่บ้าง
ส่วนพวกโหยวเย่ว์และเฉินซูอี๋ แม้ว่าความจงเกลียดจงชังจะยังไม่เลือนหายและมักจะเอ่ยถ้อยคำเสียดสีประชดประชันเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เสมอ แต่ยามมองเจียงเสวี่ยหนิงกลับปราศจากความรู้สึกเหมือนนางเป็นหนามทิ่มแทงนัยน์ตาและเคียดแค้นชิงชังนางเข้ากระดูกดำอีกต่อไป
ประหนึ่งพวกนางหาสิ่งที่ตนอยู่เหนือกว่าได้จากเรื่องนี้
ดังนั้นบางครั้งสายตายามมองมาจึงกอปรด้วยความดูแคลนที่รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า กระทั่งว่ายังแสดงความเห็นอกเห็นใจจอมปลอมคล้ายหยอกล้อเล็ก ๆ ด้วย มีอยู่หลายประโยคที่ไม่พูดลับหลังนางแล้ว แต่ทำเป็นพูดจาอ้อมค้อมต่อหน้านางแทน ถือเป็นการนำความคิดที่แ