ายความเป็นอริที่ผู้อื่นมีต่อนางได้
นับจากวันนั้นหัวหน้าหอบันทึกประวัติศาสตร์จางจ้งก็ไม่ได้มาปรากฏตัวที่ตำหนักเฟิงเฉินอีก
ฟังจากคำพูดของบรรดาขันทีน้อย บอกว่าขอเกษียณอายุราชการกลับบ้านเกิดไปแล้ว
อาจารย์แซ่เฉินที่มาสอนคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องจริยะคนใหม่นามว่า ‘เฉินโฉว’ สอนพวกนางอย่างมีมารยาทเรียบร้อย ทั้งไม่ประจบประแจงและไม่ข่มเหงรังแก อีกทั้งน่าจะเพราะมีจางจ้งเป็นบทเรียน ทำให้เขาอดทนต่อพวกนางมากเป็นพิเศษ หากมีคำถามก็จะตอบ มีข้อสงสัยก็ช่วยคลี่คลาย
ส่วนจ้าวเซียนเซิง จ้าวเยี่ยนหงผู้สอนคัมภีร์ลำนำและกวีซึ่งมักจะยกยอปอปันเซียวซู ผ่านไปไม่ถึงสองวันก็ประสบคราวเคราะห์
ต้นเหตุเกิดมาจากการบ้านที่เขาสั่ง บอกให้พวกนางลองแต่งกลอนห้าอักษรดู
ครั้นเลิกเรียน เจียงเสวี่ยหนิงไปเรียนพิณกับเซี่ยเวย ยังคงจิตใจไม่สงบและถูกเซี่ยเวยสั่งให้นั่งอยู่ข้างพิณเช่นเคย ขณะกำลังเหม่อลอยก็อดกลัดกลุ้มกับกลอนห้าอักษรไม่ได้
เซี่ยเวยจึงถามนางว่ากำลังกลุ้มใจเรื่องอะไร
นางเล่าเรื่องที่ต้องแต่งกลอน “จ้าวเซียนเซิงย่อมมีความรู้ยอดเยี่ยม ทว่าต่อให้การบ้านของผู้อื่นดีอีกสักเพียงใด เขาก็ไม่กล่าวชื่นชมแม้แต่ประโยคเดียว ถึงข้าจะไม่ชอบเฉินซูอี๋ แต่ฝีมือการประพันธ์บทกวีและเรขศิลปโดยพู่กันของนางมิได้ด้อยไปกว่าเซียวซูเลยจริง ๆ ราวกับในสายตาของจ้าวเซียนเซิงมีเพียงเซียวซูที่ล้ำเลิศ องค์หญิงใหญ่ทรงอยู่ลำดับที่สอง ส่วนผู้อื่นยังไม่เท่าดอกไม