้ใบหญ้าริมทางด้วยซ้ำ อย่างมากข้าก็แค่เคยอ่านบทความมาบ้าง ทั้งไม่ชมชอบดีดพิณทั้งแต่งกลอนไม่ได้ เดิมทีจ้าวเซียนเซิงก็ดูแคลนข้าอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาต่อให้พอฝืนเขียนออกมาได้เกรงว่าคงกลายเป็นที่หัวเราะเยาะอีกแน่เจ้าค่ะ…”
เซี่ยเวยมองนาง ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาเจียงเสวี่ยหนิงได้สติกลับมาโดยพลัน “ข้าไม่ได้กำลังฟั้องและไม่ได้กำลังใส่ความจ้าวเซียนเซิงด้วยนะเจ้าคะ นี่เซียนเซิงเป็นคนถามเองไม่ใช่หรือ?”
เซี่ยเวยหัวเราะอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขากำลังถือกบไสไม้ไสท่อนไม้จวี่ที่จะนำมาทำพิณ ครั้นหัวเราะเสร็จก็วางไม้และตัวกบไสไม้ลงไป ก่อนจะครุ่นคิดครู่หนึ่ง เดินไปหยิบกระดาษซึ่งถูกทับอยู่บนโต๊ะมา พลิกกระดาษเฉิงซินถัง[3]ซึ่งถูกทับอยู่มากมายออกมาแผ่นหนึ่งก่อนมองดูสักครู่ จากนั้นจึงส่งให้เจียงเสวี่ยหนิง“เจ้าจงนำหลายประโยคนี้ไปใช้ หลังจากคัดลอกแล้วให้บอกว่าเจ้าเป็นคนเขียนเองเท่านั้น และตอนนั้นให้ดูว่าจ้าวเซียนเซิงจะพูดเช่นไร”พริบตาที่รับกระดาษเฉิงซินถังแผ่นนั้นมาและเห็นกลอนสี่วรรคด้านบน สมองของเจียงเสวี่ยหนิงก็ผุดสี่คำที่โหยวฟางอิ๋นเคยคุยเล่นกับนางในชาติก่อน ‘วางเบ็ดล่อปลา’
แน่นอนว่านางไม่กล้าพูดสิ่งนี้กับเซี่ยเวย
ยิ่งไปกว่านั้นพูดแล้วเซี่ยเวยอาจจะไม่รู้จักก็ได้
นางรับกลอนบทนี้มาอย่างนอบน้อม ผ่านไปอีกสองวันเมื่อถึงเวลาเข้าเรียนก็นำไปวางกับดักหลอกจ้าวเยี่ยนหง
และเพราะจ้าวเยี่ยนหงไม่ทราบเบื้องหลังของเรื่องที่จางจ้งหัว