ประวัติศาสตร์ประจำสภาฮั่นหลินกลับโยกย้ายได้เป็นเพียงตำแหน่งผู้ทรงภูมิ[1]ที่เป็นยศไร้อำนาจระดับขุนนางขั้นหก แต่เจ้าตัวก็ยังรู้สึกว่าโชคดีเป็นพิเศษ
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเรื่องจะผ่านพ้นไปเพียงเท่านี้
คิดไม่ถึงว่าเช้าวันนี้จะได้ยินพวกเหยาซีและเฉินซูอี๋วิพากษ์วิจารณ์ พูดว่าฝั่าบาททรงสืบสาวราวเรื่อง ทั้งยังกริ้วมาก โดยเริ่มจากจางจ้งและจ้าวเยี่ยนหง จากนั้นก็พัวพันไปถึงเรื่องสมัครพรรคพวก ปลดตำแหน่งคนจำนวนมาก รวมถึงผู้ดูแลสภาคนก่อน และทรงแต่งตั้งให้เซี่ยเวยดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสภาฮั่นหลินคนใหม่ กวาดล้างความไม่ถูกต้องไปเสีย
ต่างพูดกันว่านับวันเซี่ยเซียนเซิงเริ่มยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้อยู่ในแผนการของเซี่ยเวยมาตั้งแต่ต้น แม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างอาจารย์ที่มาสอนในตำหนักเฟิงเฉินยังทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตได้ มิหนำซ้ำยังได้เลื่อนขั้นอีกไม่อาจดูแคลนได้เลยจริง ๆ
เซี่ยเวยนั่งอยู่ตรงโต๊ะน้ำชา ปล่อยให้น้ำเดือดแช่อยู่ในกาน้ำชาครู่หนึ่ง จากนั้นจึงรินน้ำในกาใส่ถ้วย เปิดฝาครอบถ้วยชาสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นที่ยังค้างบนฝา ครั้นเห็นนางจิตใจล่องลอยไปยังท้องฟั้าเบื้องนอก จึงกล่าวเรียบ ๆ ว่า “หลายวันนี้บอกให้เจ้าสงบจิตใจ เจ้ากลับไม่ได้เรียนรู้สิ่งใดแม้เพียงครึ่งเดียว ซ้ำตอนนี้ดูท่าจะจิตใจเหม่อลอยมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยซ้ำ บัดนี้ข้าชักเริ่มรู้สึกสงสัยเล็กน้อยแล้วสิ คุณหนูรองหนิง ก้อนเมฆพวกน