ขั้นเคียดแค้นชิงชังนั่นเอง
ทว่าท้ายที่สุดแล้วเจียงเสวี่ยหนิงยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี
ดวงตานางสว่างวาบเล็กน้อย
ขณะนี้เซี่ยเวยเพิ่งจะยกชาขึ้นมาดื่มอึกหนึ่งกำลังจะบอกให้นางนำพิณกลับไปยังตำหนักหลักของตำหนักเฟิงเฉิน
คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง…“เมี้ยว”
อาการสั่นสะท้านและหนาวยะเยือกแผ่ซ่านขึ้นมาในบัดดล!
มือสั่นเทา ถ้วยชาเกือบจะหลุดจากนิ้ว ทว่าน้ำชาก็ยังกระฉอกหกลงบนโต๊ะอยู่ดี เซี่ยเวยลุแก่โทสะแล้วจริง ๆ หันหน้ากลับไปทันใด
แต่กระนั้นภายในตำหนักข้างกลับว่างเปล่าไหนเลยจะมีเงาของแมว
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ข้างหลังเขาเพียงผู้เดียวมองมาราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงยกมุมปากขึ้นอย่างแช่มช้า คล้ายค้นพบเรื่องน่าสนุกเข้า นางยกมือขึ้นเบา ๆ งองุ้มเหมือนอุ้งเท้าของลูกแมวและกวักเล็กน้อย เอียงศีรษะกล่าวด้วยความรู้สึกสนุกสนานยิ่งนัก “ใช่เจ้าค่ะ เซี่ยเซียนเซิงไม่กลัวแมว แต่บางครั้งนี่น้า ความเคียดแค้นชิงชังและความหวาดกลัวก็เหมือนจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากสักเท่าไร ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เซี่ยเวยทำสีหน้าเย็นชา
เจียงเสวี่ยหนิงลดมือลง รีบเอ่ยเบา ๆ ก่อนที่เขาจะอาละวาด “ตอนนี้หายโกรธแล้วเจ้าค่ะ!”
“…”
เซี่ยเวยกำถ้วยชากระเบื้องเขียว บีบแรงจนเกือบแตก
หลังจากอดทนอดกลั้นถึงตอบกลับไปว่า “ข้าไม่ได้นิสัยดีเหมือนที่คุณหนูรองหนิงนึกหรอกนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง หลุบตาลงไป ยากจะบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นภา