ห้สิ่งที่นางรับรู้มาเกี่ยวกับตัวเขากลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง…เขาคือมารร้ายที่ห่อหุ้มด้วยผืนหนังของอริยชน เป็นรากษสที่มาทวงหนี้จากตำหนักพญายม
ต่อให้ทุกคนพูดกันว่าเขาอ่อนโยนและเป็นมิตร กอปรด้วยบุคลิกของวิญูชน แต่นางไม่เชื่อแม้แต่น้อย
ทว่าตัวเขาในยามนี้กลับมองนางอย่างอ่อนโยน ยอมรับผิดกับนาง
นางบ้าไปแล้ว หรือโลกนี้บ้าไปแล้ว
หรือว่า…นางไม่เคยรู้จักเซี่ยเวยอย่างแท้จริงมาก่อนกันแน่
ส่วนเซี่ยเวยกลับนึกว่านางหวั่นไหวเพราะคำพูดตน จึงลุกขึ้นเดินไปหาพร้อมหยิบพิณบนผนังคันนั้นไปด้วย อธิบายว่า “ข้าไม่เคยรู้เรื่องการกระทำของจางจ้งหัวหน้าหอบันทึกประวัติศาสตร์ผู้นั้น ทำให้ตัดสินไปก่อนด้วยอคตินึกว่าเจ้าดื้อด้านไม่รู้ความ ไม่รู้จักพยายามปรับปรุงตัว เมื่อวานพอเห็นตำราเล่มนั้นถึงรู้ว่าเขาทำโดยพลการ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบ และรู้ว่าคนผู้นี้กระทำต่อหน้าอย่างหนึ่งลับหลังอย่างหนึ่งดังนั้นต่อไปเขาจะไม่ไปตำหนักเฟิงเฉิน ไม่สอนต่อแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุดปากถามว่า “เขาไม่สอนแล้วหรือเจ้าคะ?”
เซี่ยเวยหลุบดวงตา เพียงตอบเรียบ ๆ ว่า“จางจ้งอายุมากแล้ว แค่ปรับแก้เนื้อหาประวัติศาสตร์ก็เกินแรง หากให้เขาถวายการสอนองค์หญิงใหญ่ต่อไปก็ออกจะสร้างความลำบากให้เขาอยู่บ้าง”
ถ้อยคำนี้กล่าวได้อย่างคลุมเครือและอ้อมค้อมเสียเหลือเกิน หากเจียงเสวี่ยหนิงยังเป็นสาวน้อยผู้ดื้อดึงไม่รู้ความ คงนึกว่าตัวจางจ้งรังเกียจพวกนางและไม่อยากสอนพวกนางเอง