ง ไม่รู้ผู้ใดมอบความกล้าเช่นนี้ให้!”
เซี่ยเวยมองตำราเตือนสตรีจำนวนแปดเล่มตรงหน้าเขาแวบหนึ่ง เลิกคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้พนักกลมซึ่งเป็นตำแหน่งประธานมองจางจ้งอย่างสงบเยือกเย็นขณะเอ่ยว่า “ต้องขออภัยจริง ๆ ความกล้านี้คนแซ่เซี่ยเป็นผู้มอบให้เอง ส่วนตำราคนแซ่เซี่ยก็เป็นผู้โยนทิ้งเช่นกันคิดไม่ถึงว่าหัวหน้าจางจะโกรธขึ้งถึงเพียงนี้ ทำให้คนแซ่เซี่ยตื่นตระหนกเสียแล้ว”
อะ อะไรนะ…
จางจ้งรู้สึกว่ามีเสียงดัง ‘ตูม’ ในหัวสมองแทบไม่อยากเชื่อว่าตนกำลังได้ยินสิ่งใดอยู่ เมื่อคำกล่าวนี้วนเวียนในสมองสามรอบจนแจ่มแจ้งก็มองใบหน้าสงบเยือกเย็นระคนยิ้มของเซี่ยเวยที่อยู่ตรงหน้าอีกครา บังเกิดความรู้สึกร้อนรนกระวนกระวาย แผ่นหลังเย็นวาบเล็กน้อย ขาแข้งอ่อนยวบ ร่างส่ายโอนเอนจนเกือบจะยืนทรงตัวไม่อยู่
———–
ผู้กำลังสอนคัมภีร์ลำนำและกวีอยู่ ณ ตำหนักหลักคือจ้าวเยี่ยนหง เจียงเสวี่ยหนิงฟังอยู่ข้างล่างทว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่บ้าง
เมื่อวานพอเซี่ยเวยจากไปแล้ว ตำหนักเฟิงเฉินก็มีอะไรแปลกประหลาดเล็กน้อย
วิชาถัดจากนั้น ซุนซู่จากจากสถานศึกษาหลวงมาสอนวิชาคำนวณ คนผู้นี้ค่อนข้างหนุ่มเมื่อเทียบประสบการณ์กับอาจารย์คนอื่นก็มีน้อยสุด แต่อาจเพราะเหตุนี้เขาจึงถ่อมตนและเป็นมิตรที่สุดเช่นกัน เวลาสอนจะพยายามทำให้ทุกคนฟังเข้าใจมากที่สุด หากมีคำถามก็จะตอบกลับให้ ด้วยเหตุนี้เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งรู้สึกแย่กับอาจารย์คนอื่นจึง