เซี่ยเวยเข้ามาในตำหนักข้าง
เจียวอันของเจียงเสวี่ยหนิงยังคงแขวนบนผนังคู่กับเอ๋อเหมยของเขาดังเดิม
พอเขาเห็นแล้วก็นึกขึ้นมาได้ กะจะให้เจียงเสวี่ยหนิงนำพิณคันนี้ไปด้วย คิดไม่ถึงว่าพอหันหน้าไป กลับเห็นเจียงเสวี่ยหนิงมองเขาด้วยสองตาแดงก่ำขณะขยี้เท้า ก่อนจะเดินลงบันไดไปประหนึ่งแง่งอน ออกจากตำหนักเฟิงเฉินโดยไม่สนใจผู้ใด ทิ้งเพียงเงาหลังเอาไว้ให้
คำพูดจึงยังไม่ทันหลุดออกจากปาก
ภายในตำหนักข้างเงียบสงัด
กำยานหอมที่จุดเอาไว้เมื่อวานเย็นหมดแล้วเหลือเพียงเศษเถ้าถ่านปราศจากความอบอุ่นอยู่ในโถ
เซี่ยเวยนั่งลง
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งโทสะก็ค่อย ๆ ดับมอด นึกขึ้นได้ว่าตนไม่ควรพื้นเสีย นางยังอายุไม่มาก ถึงแม้จะทำตัวแปลกประหลาดและค่อนข้างดื้อรั้น แต่ก็ยังมีจิตใจอย่างเด็กสาว ที่แสดงอาการเช่นนั้นก็แค่ต้องการใช้อารมณ์กับเขาชั่ววูบ
ส่วนเขากลับสูญเสียตัวตนที่เป็นมาในยามปกติ
เป็นเพราะช่วงนี้มีเหตุการณ์ประดังประเดมากมายและวุ่นวายกระทบสภาพจิตใจเขาจนว้าวุ่นอย่างนั้นหรือ
เขาขมวดคิ้วช้า ๆ ยกนิ้วขึ้นมาออกแรงกดหัวคิ้ว
—————–
ตลอดทางที่เจียงเสวี่ยหนิงเดินไป นางยากจะระงับความขุ่นเคืองลงได้ตอนเซี่ยเวยพูดประโยคนั้นใส่ นางรู้สึกว่าตนอาจเผลอทำร้ายจิตใจและแตะต้องสิ่งต้องห้ามของผู้อื่นจึงรู้สึกผิดบาปไปชั่ววูบ แต่ประโยคต่อมาเซี่ยเวยกลับบอกให้นางไปเสีย ไม่ต้องมาเรียนพิณอีก
ความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีทั้งหมดพลันถั่งท้น
นางจึงสลัดควา