มรู้สึกผิดบาปทั้งหมดทิ้งไปเสีย ดึงดันว่าตนไม่ผิด
“ไม่เรียนก็ไม่เรียนสิ นึกว่าข้าแยแสหรืออย่างไร!”
เจียงเสวี่ยหนิงกัดฟันกรอดอย่างห้ามไม่อยู่ขณะมุ่งหน้าไปยังเรือนหยางจื่อ นางกระแทกส้นเท้าบนหินปูทางเดินอันแน่นหนาและราบเรียบในวังหลวงไปตลอดทาง
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วก็ยังอัดอั้นตันใจมากอยู่ดี
นางย่อมอยากอยู่ไกลห่างจากเซี่ยเวยและกลัวการเรียนพิณอยู่แล้ว แต่การที่ตัวนางไม่อยากเรียนเองกับการที่เซี่ยเวยไม่ให้เรียนมันคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าอย่างไรก็รู้สึกเดือดดาล ยิ่งสะกดกลั้นยิ่งมีน้ำโห
ครั้นกลับถึงห้องแล้วเหลียวซ้ายก็เห็นว่ากิ่งไม้ที่เสียบอยู่ในแจกันเอนเอียง แลขวาก็เห็นว่าภาพวาดอันเลื่องชื่อซึ่งเพิ่งจะนำมาแขวนหลังโต๊ะช่างอัปลักษณ์ยิ่งนัก พานให้อยากทำลายข้าวของระบายอารมณ์ ทว่าข้าวของที่ประดับประดาภายในห้องล้วนเป็นสิ่งที่เสิ่นจื่ออีสั่งให้คนนำมาให้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหักใจลงมือ
สุดท้ายจึงได้แต่คว้าตัวหมากบนกระดานหมากล้อมขึ้นมาทั้งโถ
ตัวหมากทั้งสีขาวและสีดำทำจากศิลาที่ขัดจนเป็นรูปร่าง
เจียงเสวี่ยหนิงหยิบมาปาใส่ผนังทีละเม็ด แต่ละเม็ดออกแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อกระแทกผนังก็เกิดเสียงดัง
“อุตส่าห์คิดว่าคนแซ่เซี่ยอย่างเจ้าเป็นคนดีอะไรเสียอีก ที่แท้ก็เป็นตะเภาเดียวกัน[1]กับบัณฑิตคร่ำครึพวกนั้น!”
นางไม่เข้าเรียนย่อมมีเหตุผลที่ตนไม่อยากจะเข้า ครั้นสงบจิตใจครุ่นคิด เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้