เพียงแต่พอนางกลอกตาก็เห็นเงาร่างหนึ่งกำลังเดินเข้ามาจากนอกประตูตำหนัก รอยยิ้มงามเพริศพริ้งที่ประดับบนใบหน้าสลายไปในบัดดล หลุบตากล่าวคารวะก่อนเป็นคนแรก“คารวะเซี่ยเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
คราวนี้ทุกคนถึงรู้ตัวว่าเซี่ยเวยมาถึงแล้วผู้เดินหมากลุกขึ้น ส่วนผู้ชมหมากก็เก็บรอยยิ้มแล้วหมุนกาย แสดงการคารวะตามเจียงเสวี่ยหนิง
ฝีเท้าของเซี่ยเวยหยุดอยู่นอกประตูตำหนัก
เมื่อคืนเขาไม่ได้นอน ครึ่งหนึ่งเพราะมีงานมาก ส่วนอีกครึ่งคืออึดอัดคับข้องใจ สถานการณ์อันสลับซับซ้อนบางประการยังไม่อาจแก้ไข ทั้งยังปวดศีรษะกลางดึกจนโรคขี้หนาว[2]กำเริบเช้าวันนี้ตอนออกจากจวนจึงหน้าซีดอยู่บ้าง
พวกชุดนักพรตบางเบาที่เคยสวมจึงไม่ได้สวมอีก
เจี้ยนซูกลัวว่าหากเขาต้องลมหนาวจะอาการทรุด เลยห่มเสื้อคลุมยาวฉ่างอี[3]สีครามเข้มบุขนสัตว์ให้ชั้นหนึ่ง ยามยืนดูหนักแน่นประหนึ่งขุนเขาอยู่หลายส่วน
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาก็เก็บรอยยิ้ม แสดงท่าทีเคารพนบนอบไร้ข้อผิดพลาด เซี่ยเวยย่อมเห็นอย่างชัดเจน ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงรู้สึกอัดอั้นตันใจไม่น้อย
เขากล่าวเรียบ ๆ “ไม่ต้องมากพิธี”
เขาเก็บสายตาที่อยู่บนร่างเจียงเสวี่ยหนิงเมื่อครู่กลับคืน หอบตำราเดินเข้ามาในตำหนัก
ทุกคนรู้ว่ากำลังจะเข้าเรียนแล้ว รีบช่วยฟางเมี่ยวเก็บกระดานหมากรุก ต่างคนต่างกลับไปยังที่นั่งของตน
เจียงเสวี่ยหนิงเดินกลับโต๊ะเรียนของตัวเองเช่นกัน
เซี่ยเวยเดินเข้ามาจากทางเดินฝังขวา ผ่านข้างโต