นับแต่เล็กจนโตเฉินซูอี๋ไม่เคยถูกยั่วโมโหขนาดนี้ และเนื่องจากก่อนหน้านี้เคยเกิดเรื่องบาดหมางกับเจียงเสวี่ยหนิง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจกล้ำกลืนโทสะ นางโมโหจนเลือดขึ้นหน้าไปชั่วขณะ เงื้อมือด้วยความกราดเกรี้ยว
ทว่าต่อให้เสิ่นจื่ออีไม่ปรากฏตัว ฝั่ามือนี้ก็ใช่ว่าจะฟาดลงไปจริง ๆ
ถึงอย่างไรทุกคนก็เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ ทะเลาะกันสองสามประโยคก็พอจะกล่าวได้ว่าพูดจาไม่ลงรอย ผู้ใดลงมือก่อนเท่ากับเป็นฝั่ายเสียเปรียบ นางจึงไม่จำเป็นต้องมีเรื่องกับเจียงเสวี่ยหนิงแต่องค์หญิงใหญ่เล่อหยางช้าไม่มาเร็วไม่มาดันมาปรากฏตัวเอาตอนนี้
สถานการณ์ช่างกระอักกระอ่วนนัก
ต่อให้มีร้อยปากก็ยากจะอธิบาย[1]!
เฉินซูอี๋เหมือนถูกคนใช้น้ำเย็นราดรดตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เย็นเยียบไปทั้งร่าง รีบค้อมกายคารวะเสิ่นจื่ออี “ทูลองค์หญิงใหญ่ หม่อมฉันและคุณหนูรองเจียงพูดจาไม่ลงรอยกันจนวิวาทกันขึ้นมา คุณหนูรองเจียงคารมคมคาย หม่อมฉันพูดสู้นางไม่ได้จนเลือดขึ้นหน้าไปชั่วขณะ เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง หวังว่าองค์หญิงใหญ่จะมีพระทัยกว้างขวาง โปรดประทานอภัยที่หม่อมฉันทำเสียมารยาทครั้งนี้ด้วยเพคะ”
เสียงของนางสั่นเล็กน้อย เห็นชัดว่ารู้สึกหวาดกลัว
เมื่อเพลิงโทสะที่เกิดเมื่อครู่ดับมอด นางก็สงบเยือกเย็นลงอย่างง่ายดาย รู้ว่าเรื่องในตอนนี้หนักหนาสาหัสเพียงใด และยิ่งรู้ว่าเดิมทีเสิ่นจื่ออีก็ค่อนข้างเอนเอียงไปทางเจียงเสวี่ยหนิงอยู่หน่อย เวลา