งตามที่เจียงเสวี่ยหนิงเกริ่นเมื่อครู่ “วันหลังอย่าพูดจาเหลวไหลอีกล่ะ ดูสิว่าข้าจะไปฟั้องเสด็จพี่ฮ่องเต้เรื่องเจ้าอย่างไร!”
“…”
เหยียนผิงอ๋องตกใจจนพูดไม่ออก
จวบจนเสิ่นจื่ออีจูงมือเจียงเสวี่ยหนิงและพาทุกคนเดินจากไป เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าตนเองแค่พูดไปเพียงประโยคเดียว ทั้งยังไม่ได้ล้อเล่นแต่เหตุใดจู่ ๆ ถึงถูกต่อว่าอย่างรุนแรงด้วย
ทว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเผด็จการมาแต่ไหนแต่ไร เขาจึงไม่กล้าโต้กลับอยู่ดีครั้นเห็นคนเดินจากไปแล้วถึงกล่าวพึมพำ“จริง ๆ เลยนะ อะไรกันเนี่ย ไฉนข้าต้องถูกตำหนิด้วย?”
เยี่ยนหลินไม่เอ่ยวาจา หลุบตาเดินไปข้างหน้า
ส่วนอีกหลายคนที่เดินทางมาพร้อมกันกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอันใดของเยี่ยนหลิน แม้จะรู้สึกว่าพักนี้เขาค่อนข้างเงียบขรึมกว่าเคย แต่ก็ดูสุขุมหนักแน่นกว่าในอดีตมาก ลดความไร้เดียงสาของหนุ่มน้อยลงไปและมีความเป็นผู้ใหญ่ซึ่งค่อย ๆ รู้จักโลกมากยิ่งขึ้น
พวกเขานึกว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นก่อนพิธีสวมกวานของอีกฝั่ายเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรมากมาย
ถึงเหยียนผิงอ๋องจะยังคงสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างเยี่ยนหลินกับเจียงเสวี่ยหนิง แต่ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นก็ไม่สะดวกจะถามไถ่เท่าไร ทำได้เพียงก้มศีรษะด้วยหน้าตาอึดอัดคับข้องใจ เดินไปยังตำหนักเฟิงเฉินพร้อมทุกคน
ทางด้านเซี่ยเวย เขายังคงจ้องมองขอบหน้าต่างบริเวณที่ลูกแมวสีขาวเคยเหยียบ คิ้วเรียวทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คล้