ายกำลังคิดถึงเรื่องตึงมือบางอย่าง
แต่เมื่อทุกคนรายงานตัวว่ามาถึงแล้วและเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาก็กลับคืนสู่สภาพปกติ
หว่างนิ้วของเซี่ยเวยพันด้ายชุบหมึกไว้เส้นหนึ่ง ครั้นเขาหันไปมองก็เห็นเยี่ยนหลินที่ยืนอยู่ข้างเหยียนผิงอ๋อง จึงถามว่า “ไฉนมากันหมดเลยเล่า?”
ทุกคนล้วนไม่กล่าวคำ
มีใครบางคนถีบเหยียนผิงอ๋องจากด้านหลังทีหนึ่ง
เหยียนผิงอ๋องยืนทรงตัวไม่มั่นคงทันที ถลันไปเบื้องหน้าหลายก้าว เรียกสายตาของเซี่ยเวยให้มองไปยังเขาทันใด ทำเอาหนุ่มน้อยหน้าแดงก่ำ เอ่ยปากพูดอย่างเคอะเขินอยู่บ้าง “หลาย…หลายวันก่อนศิษย์ฟังเซียนเซิงบรรยายเรื่องบทวิพากษ์นโยบาย เมื่อกลับไปแล้วบิดาที่บ้านต้องการให้ศิษย์ใช้คำว่า ‘ความคืบหน้าในการศึกษา’ เป็นหัวข้อเขียนบทความ สองวันนี้ศิษย์พยายามหามรุ่งหามค่ำเลยพอฝืนเขียนมาได้บทหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ เลยอยากจะ…อยากจะขอให้เซียนเซิงช่วยตรวจดูสักหน่อย จาก…จากนั้นค่อยนำกลับไปให้ท่านพ่อดู”
ทุกคนแอบหัวเราะขบขัน
เหยียนผิงอ๋องหัวเสีย “หัวเราะอะไร! วันนี้หัวเราะพรุ่งนี้ก็จะถึงตาพวกเจ้าบ้าง!”เยี่ยนหลินหยักยกริมฝีปากเล็กน้อยเช่นกัน
ทว่าแม้จะยิ้ม ความหม่นหมองก็ไม่ได้ลดเลือน ตรงข้ามกลับแทรกซึมลึกยิ่งขึ้น เดิมทีเขาควรเป็นอย่างเหยียนผิงอ๋องที่มีความมุทะลุไม่รู้ความของวัยหนุ่มน้อยอยู่บ้าง แต่บัดนี้กลับทำไม่ได้แล้ว
เซี่ยเวยได้ฟังก็รู้ว่าเป็นเพราะเหยียนผิงอ๋องกลัวว่าหากเขียนได้ไม่ดีพอ กลับบ