ดังนั้นนางจึงไม่ไว้หน้า ค้อมกายอุ้มแมวขึ้นมาขดในอ้อมอก พูดอย่างเย็นชากับแมวน้อยว่า “ดูเจ้าสิ ห่วงเล่นจนไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือว่าโผเข้าหาผู้ใด ยังดีที่ท่านราชครูของพวกเรามีจิตใจกว้างขวาง ไม่เช่นนั้นประเดี๋ยวต้องถลกหนังเจ้าแน่!”กล่าวจบนางก็หมุนกายเดินจากไป
ไม่เหลือบแลสีหน้าของเซี่ยเวยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม
นางรู้สึกว่ามันก็ออกจะเหลือเชื่อและเป็นไปไม่ได้อยู่บ้างเมื่อตั้งสมมติฐานเช่นนี้กับเซี่ยเวย แต่หากสมมติว่า…
ตอนนั้นเซี่ยเวยไม่ได้รังเกียจนางจริง ๆ เล่า
“…”
บทที่ 55 ปฏิเสธ (2)ขันทีน้อยอุ้มแมวจากไปแล้ว ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับจดจ้องเซี่ยเวย ประกายความคิดอันชาญฉลาดวาบผ่านนัยน์ตา ทว่าก่อนที่สายตาของเซี่ยเวยจะหวนคืนสู่ร่างนาง ประกายความคิดนี้ก็พลันสูญสลายไปจนหมดสิ้นประหนึ่งว่าเมื่อครู่นางไม่เคยคิดอะไรเลย
“เซี่ยเซียนเซิง?”
เซี่ยเวยยังคงยืนห่างขอบหน้าต่างดังเดิม เขาเอ่ยว่า “สายมากแล้ว จิตใจเจ้ายังไม่สงบ การเรียนพิณต้องใช้เวลา วันนี้กลับไปก่อนแล้วกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่าจบสิ้นกันเสียที รีบคารวะบอกลา
แต่คิดไม่ถึงว่าขณะนางกำลังจะถอยออกไปเพิ่งเดินถึงประตูก็ได้ยินเซี่ยเวยพูดเสริมเรียบ ๆประโยคหนึ่ง “พรุ่งนี้ยามบ่ายเจ้ามาอีกที”
เกิดเสียงดัง ‘ตึง’ นางเท้าลื่นสะดุดธรณีประตูยังดีที่ไม่ได้พลาดล้ม!
ยากเย็นนักกว่าจะยืนได้อย่างมั่นคง แต่ก็ยังโมโหจนควันออกทั้งเจ็ดทวาร
สุดท้ายทำได้เพียงเข่นเขี้ยวเ