ามขัดเคืองของตนเอง
เพียงแต่เมื่อหันหน้ากลับไปแล้วกลับพบเรื่องประหลาดอยู่บ้าง…
‘เซี่ยเวยอยู่ห่างจากขอบหน้าต่างไกลขนาดนั้นเลยหรือ?’
ตอนขันทีน้อยอุ้มแมวลงมาจากขอบหน้าต่างและถอยออกไป เขาวางด้ายชุบหมึกในมือด้วยท่าทางราวกับไม่ใส่ใจ หมุนกายเดินไปที่โต๊ะตำราซึ่งอยู่อีกด้านและหยิบเอกสารรายงานขึ้นมาอ่านตลอดขั้นตอนล้วนอยู่ห่างจากแมวตัวนั้นเกินหนึ่งจั้ง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ความคิดอาจหาญซึ่งไม่เคยมีมาก่อนผุดขึ้นในหัวสมอง
ชาติก่อนนางเลี้ยงแมวเช่นกันมีอยู่ครั้งหนึ่งอุ้มแมวลายตัวอ้วนพีเดินเล่นภายในอุทยานหลวง บังเอิญพบเสิ่นเจี้ยพาเหล่าขุนนางใหญ่เดินผ่านอุทยานหลวงและกำลังปรึกษาข้อราชกิจเข้าพอดี จึงต้องหยุดเพื่อถวายพระพรเป็นธรรมดา
คิดไม่ถึงว่าขณะที่นางค้อมกาย แมวลายกลับกระโดดออกไป
ครั้นกระโดดก็กระโดดไปข้างเท้าของเซี่ยเวยทั้งยังยื่นอุ้งเท้าหนั่นเนื้อไปตะกุยชายแขนเสื้อคลุมสีดำที่ห้อยลงมาของเซี่ยเวยอีกด้วย ท่าทางน่ารักไร้เดียงสาราวกับกระโดดไล่ตะปบผีเสื้อในยามปกติ
นางหัวเราะด้วยความตลกขบขัน
ผลกลายเป็นว่าพอเงยหน้าก็เห็นเซี่ยเวยใบหน้าถมึงทึง เคลื่อนสายตาจากแมวของนางมาที่ร่างนางพร้อมถอยหลบก้าวหนึ่ง
ขณะนั้นเจียงเสวี่ยหนิงเป็นฮองเฮา ไม่เกรงกลัวเขา เพียงเห็นว่าเขาก็เหมือนขุนนางทั่วไปซึ่งนึกรังเกียจนางที่ลอบสมคบคิดสั่งสมสมัครพรรคพวก แล้วพานรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่แมวที่นางเลี้ยงดู