กายสั่นระริกเล็กน้อย ถอยหลังหนึ่งก้าวก่อนโดยสงวนท่าที
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเดิมกำลังง่วงเหงาสะลึมสะลือ เมื่อได้ยินเสียงนี้ก็มีสติขึ้นมาหลายส่วน นางเงยหน้ามองตามเสียง อดฉายแววตื่นเต้นยินดีเจิดจ้าในดวงตาไม่ได้ “อุ๊ยตาย แมวน้อยมาจากไหนกันนี่ เชื่องจังเลย!”
นางลุกจะไปอุ้มแมวตัวนั้น
แต่พอยืนขึ้นมาถึงนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังนั่งสงบจิตใจอยู่ จึงอดหยุดชะงักและมองไปทางเซี่ยเวยไม่ได้
เซี่ยเวยกลับขมวดคิ้ว ไม่เหลือบมองมาทางนางแม้แต่น้อย ขึ้นเสียงว่า “ใครก็ได้มานี่หน่อย”
ขันทีน้อยซึ่งรับใช้อยู่ภายนอกตำหนักพลันขานรับและเดินเข้ามา “ท่านรองราชครูมีสิ่งใดจะสั่งการหรือขอรับ?”
เซี่ยเวยแววตาเย็นชา นิ้วมือขยับคราหนึ่งกำลังจะชี้แมวน้อยสีขาวบนขอบหน้าต่าง แต่พอตั้งท่าจะชี้ก็ชักมือกลับเสียก่อน แล้วเอ่ยว่า “ไม่รู้ว่าแมวจากตำหนักไหนแอบเข้ามาถึงที่นี่ ลองอุ้มไปถามผู้อื่นดู ตำหนักเฟิงเฉินเป็นสถานที่อันเงียบสงบเพื่อใช้ศึกษาหาความรู้ วันหลังห้ามให้เจ้าตัวน้อยพวกนี้เข้ามาก่อกวนอีก”
ขันทีน้อยพลันตัวสั่นกึก ๆ รีบรับคำระรัว“ขอรับ”
จากนั้นก็รีบสาวเท้าเข้าไปอุ้มเจ้าแมวน้อยตัวนั้นขึ้นมา
“บ่าวจะไปสอบถามเดี๋ยวนี้ หลังจากนี้จะตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไม่ให้เจ้าตัวน้อยพวกนี้เข้ามาในตำหนักอีกขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงอ้าปากกว้างนิด ๆ มองดูขันทีน้อยอุ้มแมวจากไป ความไม่พอใจที่มีเคยต่อเซี่ยเวยทวีขึ้นไปสามส่วน หันหน้ากลับไปลอบใช้สายตาระบายคว