หนังตาของนางค่อย ๆ เริ่มต่อสู้กันเองเล็กน้อย อดทอดสายตาไปยังร่างเซี่ยเวยไม่ได้มองดูเขาเลือกเฟั้นท่อนไม้ หยิบด้ายชุบหมึกมาวัดขนาด ให้ความรู้สึกจริงจังจนถึงขั้นละเอียดลออ ดูแล้วไม่เหมือนพระอาจารย์ของฮ่องเต้แต่กลับเหมือนช่างฝีมือซึ่งชอบจับผิดเล็กจับผิดน้อยที่ทำงานตามตลาดมากกว่า
มิหนำซ้ำ…
คนผู้นี้จ้องมองไม้ที่มีอยู่หลายชิ้น หยิบชิ้นนี้แล้วก็วาง หยิบชิ้นนั้นแล้วก็วาง ผ่านไปครึ่งค่อนวันยังเลือกไม่ได้ ท่าทางเหมือนยากจะตัดสินใจ
เจียงเสวี่ยหนิงมองไปมองมาก็มุมปากกระตุกดูไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าผู้ที่มีเปลือกนอกเป็นคนปกติทั่วไปเช่นเขาจะมีนิสัยเสียไม่น้อยเช่นนี้
เดิมทีช่วงเลิกเรียนคือยามใกล้เที่ยง และหน้าต่างของตำหนักข้างก็ยังเปิด
เซี่ยเวยพิจารณาไม้อยู่เนิ่นนาน เมื่อเลือกได้แล้วก็เงยศีรษะมองนอกหน้าต่าง พบว่าเวลาล่วงเลยยามเที่ยงไปเสียแล้ว คิด ๆ ดูก็ไม่อาจปล่อยให้เจียงเสวี่ยหนิงท้องหิวรอเรียนพิณอยู่ตรงนี้ต่อ เขาจึงคิดจะเอ่ยปากปล่อยตัวนาง
นึกไม่ถึงว่าพอหันหน้าไป หางตาพลันเหลือบเห็นเงาสีขาวเงาหนึ่งนั่นเป็นลูกแมวน้อยที่เหมือนก้อนหิมะ
ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด แล้วยิ่งไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อใด
ขนาดเท่าฝั่ามือ ดวงตาสีน้ำเงินอมดำ ยังดูแบเบาะ กำลังนั่งคุดคู้อยู่บนขอบหน้าต่างทอดสายตามองเข้ามาในตำหนัก ทำท่าทางเหมือนคิดจะกระโดดเข้ามาสอดส่อง มิหนำซ้ำยังส่งเสียงร้อง “เมี้ยว” เบา ๆ อีกด้วย
เซี่ยเวยพลันหนังตากระตุก ร่าง