ซี่ยเวยกล่าวกับนางจะพูดเสียงเบาแล้ว แต่ตำหนักเฟิงเฉิน ก็ใหญ่แค่นี้ ผู้อื่นจะไม่ได้ยินได้อย่างไร
เสียงฝึกซ้อมพิณโดยรอบเบาลงไปเล็กน้อยครู่หนึ่ง
สายตาคลุมเครือและแปลกประหลาดของทุกคนล้วนตกอยู่บนร่างนาง
เจียงเสวี่ยหนิงหลังจากได้ยินเซี่ยเวยบอกให้นาง ‘นั่งเฉย ๆ เถอะ’ ก็ไม่กล้าเอื้อมมือไปแตะต้องพิณอีก ทั้งยังคิดว่าในเมื่อตนไม่คู่ควรกับพิณเช่นนั้นหากเปลี่ยนเป็นคันที่ตนคู่ควร ก็เท่ากับว่าไม่ทำให้เสียของแล้วสินะ
นางจึงพูดตะกุกตะกักว่า “เซี่ย เซี่ยเซียนเซิง…”
เซี่ยเวยเห็นนางไม่แตะต้องพิณอย่างว่าง่ายเส้นประสาทที่เพิ่งจะเขม็งเกลียวในสมองก็คลายลงไปถึงสองส่วน ขณะกำลังจะหมุนกายเดินจากไปก็ได้ยินเสียงนางดังขึ้น ทำให้ต้องหยุดชะงัก
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นรัว รวบรวมความกล้าเอ่ยว่า “ไม่เช่นนั้นให้ข้าเปลี่ยนเป็นพิณที่ด้อยกว่านี้ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“…”
ไม้บรรทัดลงโทษอันหนักอึ้งของเซี่ยเวยเล่มนั้นกดอยู่กลางฝั่ามือ นิ้วมือเรียวยาวอดกำแน่นขึ้นสองส่วนไม่ได้ ขณะมองนางอย่างตั้งใจ หางตาก็กระตุกเล็กน้อย ประกายตาก็เข้มขึ้น
ก่อนหน้านี้ยังนึกว่านางรู้ตัวแล้วเสียอีก
คาดไม่ถึงว่านางกลับไม่ได้ไปขบคิดว่าเหตุใดตนไม่คู่ควรกับพิณ ตรงข้ามกลับจะเปลี่ยนเป็นพิณที่ด้อยกว่าเพื่อให้คู่ควรกับตัวเอง!
เขามีสีหน้าเย็นชา เพียงถือไม้บรรทัดชี้ออกไปนอกตำหนัก “เจ้าออกไปก่อน”เจียงเสวี่ยหนิงอึ้ง
นางมองทิศทางที่เซี่ยเวยชี้ บังเกิดเสียงระเบิดดังต