วนแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้ทุกคนเคยเห็นท่าทางหงุดหงิดรำคาญใจขณะจ้าวเยี่ยนหงสอนพวกนางมาแล้วทำให้คิดว่าเซี่ยเวยเป็นถึงพระอาจารย์ของฮ่องเต้ปกติควรถวายการบรรยายแด่ฮ่องเต้และบรรดาขุนนางที่เขตพระราชฐานส่วนหน้า พวกนางจึงพลอยกังวลว่าเขาจะพูดจาร้ายกาจเช่นจ้าวเซียนเซิง แม้จะเคยได้ยินมาว่าเขามีอุปนิสัยของอริยชนก็ตาม
ยามนี้เมื่อได้ยินเขาเอ่ยวาจาด้วยความใจกว้างก็อดเบาใจลงไม่ได้
ผู้ที่ขวัญกล้าอยู่บ้างและพอจะสนิทสนมคุ้นเคยกับเซี่ยเวยอย่างเสิ่นจื่ออีจึงยกมือน้อย ๆของตนขึ้นมาถามหยั่งเชิง “เช่นนั้นเซี่ยเซียนเซิงเรียนพิณมานานกี่ปีแล้ว ตอนนี้นับว่าอยู่ในระดับใดหรือ?”
เซี่ยเวยเบือนสายตากลับไปมองนางพร้อมกล่าวระคนยิ้ม “กระหม่อมเรียนพิณตั้งแต่อายุสี่ขวบ บัดนี้อาจฝืนนับว่าพอเริ่มจะจับจุดได้แล้วกระมังพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนอดตระหนกตกใจไม่ได้
เสิ่นจื่ออียิ่งงอนิ้วช่วยเขาคำนวณ อ้าปากค้างอย่างอดไม่อยู่ “เท่ากับว่าเรียนมาแล้วยี่สิบกว่าปีน่ะสิ นี่ยังได้แค่ขั้นต้นอีกหรือ…”
เซี่ยเวยตอบ “นับว่ากระหม่อมโง่เขลา หากองค์หญิงใหญ่ทรงมีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบปฏิภาณ ก็ไม่จำเป็นต้องนานขนาดนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ฝีเท้าเขาหยุดเบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิงพอดีเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำว่า ‘โง่เขลา’ สองคำนี้ก็อดเงยศีรษะมองไม่ได้ ถ้าคนแซ่เซี่ยยังเรียกว่า‘โง่เขลา’ เช่นนั้นใต้หล้ายังมีคนฉลาดอีกหรือ
อย่างไรก็ตามใบหน้าของเซี่ยเวยกลับปราศจากความกระห