าติก่อนด้านวิชาการของนางก็ย่ำแย่จนทนดูไม่ได้ แต่ชาตินี้ต้องมานั่งประพฤติตัวดี ๆ ในสายตาเซี่ยเวยตั้งครึ่งปี หากคิดจะทำอย่างขอไปทีเกรงว่าคงไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น
แต่คิดก็เรื่องหนึ่ง ทำก็อีกเรื่องหนึ่ง
ตำราวางอยู่ตรงหน้า สะท้อนแสงตะเกียงที่ขยับวูบไหวด้านข้าง อักษรแต่ละตัวบนตำราราวกับมดปลวกกำลังไต่ยั้วเยี้ย ทำให้นางหงุดหงิดงุ่นง่าน อ่านไม่เข้าหัวสักตัว
บางครั้งก็ไพล่คิดถึงเรื่องจวนหย่งอี้โหวประสบคราวเคราะห์ บางครั้ง ก็ไพล่คิดถึงถ้อยคำอันบังอาจโอหังด้านหลังหยกหรูอี้ สุดท้ายก็เป็นเรื่องของสุสานเด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อยคนที่ฟางเมี่ยวเล่า…
ความคิดวูบวาบสลับกันไปมาในหัวสมอง
เจียงเสวี่ยหนิงปวดศีรษะแทบระเบิด นางโยนตำราทิ้งและล้มตัวลงบนเตียงคิดจะนอนทว่านอนไม่หลับอยู่ดี ลืมตาเหม่อลอยไปครึ่งคืนไม่รู้ว่าผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไร
หากกลางวันมีเรื่องครุ่นคิด ตกกลางคืนย่อมฝันถึง
ภายในฝันปรากฏโลหิตแถบหนึ่ง หิมะแถบหนึ่ง มีดาบฟันฉับลงมา เสียงร้องไห้โหยหวนด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังของเด็กน้อยจำนวนสามร้อยคนดังกึกก้องท่ามกลางหิมะกระหน่ำ ชำแรกแทรกในเสียงหวีดหวิวเย็นเยียบของสายลมอุดร ลอยล่องไปไกลแสนไกล…
เมื่อนางได้สติมามองอีกครั้งกลับเห็นเซี่ยเวยกำลังยืนจ้องนางจากกองภูเขาซากศพเมื่อตื่นในเช้าวันต่อมา เจียงเสวี่ยหนิงใต้ตาดำเป็นปืน
นางกำนัลที่ยกน้ำเข้ามาปรนนิบัตินางล้างหน้าล้างตาตกใจจนสะดุ้งโหยง
ส่วนนางกลับไม่