ศัยสิ่งใด ทว่าไม่อธิบายความหมายของกลอนแต่ละประโยคให้ทุกคนรู้…
นี่เป็นการท่องจำแบบตายตัว
แม้ทุกคนจะได้รับคัดเลือกมาเป็นพระสหายร่วมศึกษา แต่ใช่ว่าจะมีความรู้ล้ำเลิศด้านนี้กันหมด ทั้งยังมีจุดที่ไม่ทัดเทียมกัน เจียงเสวี่ยหนิงจึงรวบรวมความกล้า เอ่ยถามว่า ‘เด็ด’ ใน ‘ผักซิ่งเรียงราย เด็ดซ้ายเด็ดขวา’ มีความหมายเช่นไร
ผู้ใดจะคาดคิดว่าจ้าวเยี่ยนหงกลับมีสีหน้าแปรเปลี่ยน ตำหนินางว่า “เมื่อวานตอนบรรยายช่วงเปิดเรียนก็สั่งแล้วนะว่าต้องกลับไปทบทวนตำรา ห้องเรียนยามนี้เป็นสถานที่ที่ให้เจ้าถามได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ? ไม่รู้จริง ๆ ว่าไปอ่านตำราอะไรมาบ้าง!”
เจียงเสวี่ยหนิงจะรุกก็ใช่ที่จะถอยก็ใช่ที่ทันที
——————–1. เอ๋อเหมย เป็นหนึ่งในสี่ขุนเขาใหญ่ที่เป็นรากฐานของพุทธศาสนาในจีน ทั้งสี่ขุนเขาประกอบด้วย เขาเอ๋อเหมยในมณฑลเสฉวน เขาพู่ถัวในมณฑลเจ้อเจียง เขาจิ่วหัวในมณฑลอันฮุย และเขาอู่ไถในมณฑลซานซี(ภูเขาง้อไบ๊)2. คัมภีร์ลำนำและกวี เนื้อหาแบ่งเป็นสามหมวด ได้แก่ เฟิง (เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน)หย่า (เกี่ยวกับบทเพลงในราชสำนัก) ซ่ง(เกี่ยวกับการเซ่นไหว้และสดุดีบุคคลสำคัญ)
บทที่ 52 เอ๋อเหมย (2)นางก่นด่าในใจ ‘ครูบาอาจารย์มีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และคลายข้อกังขา ถ้าเปินกงรู้ทุกอย่างคงตัดหัวสุนัขของเจ้าไปก่อนแล้ว ยังจะมาถามเจ้าหามารดาอะไรล่ะ!’
อย่างไรเสียคุณธรรมแห่งการเคารพครูบาอาจารย์ก็เป็นคานที่กดทับศีรษะนางอยู่
สุดท้าย