นางจึงนั่งลงโดยไม่เอ่ยอะไร
หากเป็นแค่นี้ก็ช่างมันเถอะ ถึงอย่างไรเยี่ยนหงสุนัขผายลมผู้นี้อาจมีนิสัยและปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกันอยู่แล้วก็ได้
ใครจะไปคิดว่าตอนสุ่มเลือกคนออกมาท่องวรรณกรรม เขาจะเรียกเซียวซูให้ลุกขึ้นมา เมื่อฟังนางท่องเสร็จก็ทอดถอนใจชมเชยยกใหญ่กลับเป็นฝั่ายเริ่มบอกด้วยความกระตือรือร้นเองเสียอีก “คำว่า ‘เด็ด’ ของ ‘ผักซิ่งเรียงราย เด็ดซ้ายเด็ดขวา’ ในประโยคสุดท้ายค่อนข้างแปลกแต่หากจะถามถึงความหมายของมัน จำเป็นต้องคิดเชื่อมกับวรรคก่อนหน้านี้เท่านั้น…”
เซียวซูกล่าวอย่างเฉยชา “เซียนเซิง ข้าทราบเจ้าค่ะ”
จ้าวเยี่ยนหงนิ่งอึ้ง รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เพียงแต่พริบตาถัดมาก็กลบเกลื่อน เอ่ยว่า “อ้อ อ้อ รู้ก็ดีแล้ว รู้ก็ดีแล้ว สมเป็นบุตรีผู้สูงส่งของตระกูลเซียว ความรู้ช่างเหนือล้ำกว่าผู้อื่นยิ่ง มีเจ้าเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ ตาเฒ่าก็วางใจแล้ว”
ทุกคนต่างไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไรดี
เสิ่นจื่ออีซึ่งนั่งอยู่กึ่งกลางแถวหน้ายิ่งขมวดคิ้วมุ่น
เจียงเสวี่ยหนิงมองไปข้างหน้าแวบหนึ่งก็รู้ได้ทันที จ้าวเยี่ยนหงผู้นี้จิตใจคับแคบและหัวโบราณเกรงว่าไม่ต้องให้นางไปฟั้องก็ต้องมีรายชื่ออยู่ที่เสิ่นจื่ออีแล้วเป็นแน่ เพียงแต่ไม่รู้เสิ่นจื่ออีจะทนเขาได้หรือเปล่า
สอนยังไม่ถึงกลางยามเฉินจ้าวเยี่ยนหงก็หยุดเขาไปนั่งดื่มน้ำชาด้านข้าง เพียงบอกให้พวกนางอ่านตำราด้วยตนเอง เมื่อนาฬิกาน้ำ[2]บริเวณด้านข้างบอก