ว่าหมดเวลา เขาก็แสดงท่าทางรับการคารวะจากทุกคน ม้วนตำราบนโต๊ะเดินส่ายอาด ๆ ออกไป
เซี่ยเวยบังเอิญเจอเขาตอนมาถึงพอดี
จ้าวเยี่ยนหงตกใจ “วิชาของใต้เท้าเซี่ยอยู่กลางยามเฉินสองเค่อ เหตุใดถึงมาเช้าขนาดนี้?”
วันนี้เซี่ยเวยพื้นอารมณ์ไม่ค่อยดี ข้างนอกมีลมแรงจึงสวมเสื้อคลุมนักพรตสีฟั้าคราม อุ้มตะแคงพิณในถุงห่อสีน้ำตาลเข้ม ยืนนิ่งอยู่ใต้ขั้นบันไดของตำหนักเฟิงเฉิน เมื่อได้ยินจ้าวเยี่ยนหงกล่าวเช่นนี้ก็ลอบขมวดคิ้ว
ทว่าการแสดงสีหน้าเล็กน้อยเช่นนี้ย่อมยากจะสังเกตเห็น
เขากล่าวระคนหัวเราะเรียบ ๆ “สอนพิณเป็นครั้งแรก มิกล้าชักช้า เพื่อปั้องกันเหตุผิดพลาดย่อมต้องเตรียมตัวมากขึ้น ดังนั้นจึงมาเช้าสักหน่อย”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” จ้าวเยี่ยนหงรู้สึกว่าอีกฝั่ายทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แม้แต่ตำราที่แต่งขึ้นมาเป็นพิเศษเล่มนั้นก็เกินจำเป็น แต่ถึงอย่างไรเซี่ยเวยก็มียศอำนาจสูงกว่า มิใช่สิ่งที่ผู้มีตำแหน่งเลื่อนลอยอย่างพวกเขาจะเปรียบได้เลยฉะนั้นจึงกล่าวเพียงว่า “เซี่ยเซียนเซิงไม่ทำสิ่งใดอย่างขอไปทีอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ ตาเฒ่ารู้สึกละอายใจนัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ขอทำให้ท่านเสียเวลาแล้ว”
เขาประสานมือคารวะแสดงการอำลา
เซี่ยเวยอุ้มพิณอยู่จึงไม่สะดวกจะคารวะตอบทำได้แค่ค้อมกายคารวะน้อย ๆ
ตอนนี้ทั้งสองคนผู้หนึ่งก้าวขึ้นบันได อีกผู้หนึ่งก้าวลงบันได
ตำแหน่งที่เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ติดประตูตำหนัก ได้ยินการสนทนาเข้าพอด