ต่คำกล่าวนี้ไม่สะดวกจะพูดกับเสิ่นจื่ออี จึงทำได้เพียงหัวเราะรับความปรารถนาดีของนาง“มีองค์หญิงทรงห่วงใยก็เพียงพอแล้ว คนอื่นหม่อมฉันไม่สนใจเพคะ”
ครั้นเสิ่นจื่ออีได้ยินคำพูดนี้ก็ช้อนดวงตาสบกับแววตาอันแสนจะอ่อนโยนของนาง อีกทั้งบนริมฝีปากอันงดงามดั่งกลีบบุปผายังประดับรอยยิ้มบาง ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวใจสั่นไหว ไม่กล้าจ้องมองดวงหน้างดงามพราวเสน่ห์นี้โดยตรง
นางขวยเขินยิ่งนัก “หนิงหนิง เจ้า เจ้าพูดอะไรน่ะ!”
เมื่อพูดจบก็รู้สึกกระดากอาย ขยี้เท้าทีหนึ่งแล้วทิ้งคำพูดเอาไว้ว่า “ข้ากลับตำหนักก่อนนะ”จากนั้นก็ยกชายกระโปรงหนีจากไปอย่างลนลาน
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ไม่ใช่นะ นางแค่อยากจะเกาะคนใหญ่คนโตก็เท่านั้นเอง ที่แท้เสิ่นจื่ออีเข้าใจอะไรผิดอีกเนี่ยอย่า อย่า อย่า อย่าลนลาน…
เป็นเพียงสหาย…สหายสนิทก็เท่านั้นเอง!
———————-
แม้ว่าเฉินซูอี๋จะไม่ใช่คนนิสัยยโสโอหังอะไรนัก แต่โตจนปั่านนี้ก็ไม่เคยต้องโมโหแบบวันนี้มาก่อนเลย อาจารย์เช่นเซี่ยเวยจะสอนสิ่งที่หญิงสาวอย่างพวกนางไม่ควรได้เรียนโดยเด็ดขาดน่ะช่างเถอะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นอาจารย์ เบื้องบนมีสามหลักการเบื้องล่างมีห้าวิถี[1] ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ก็ควรเคารพและให้เกียรติครูบาอาจารย์นางไม่ควรพูดอะไรให้มากความอีก
แต่เจียงเสวี่ยหนิงนับเป็นตัวอะไร
ถึงกับกล้าบอกว่านาง ‘ใช้ตนเองไปวัดค่าผู้อื่นเหลวไหลยิ่งนัก’ !
ตลอดทางที่ออกมาจากตำหนักเฟิงเฉิน เฉินซูอี