อยากจะสนิทสนมกับนางเสียอีก”
เหยาซียิ้ม “นางคู่ควรด้วยหรือ?”
โหยวเย่ว์รีบกล่าวเสริมทันที “ใช่ นางคู่ควรเป็นสหายกับพี่หญิงเหยาที่ไหนกัน? กล่าวถึงเพียงเรื่องชาติตระกูลก็ห่างชั้นกันเป็นโยชน์แล้วการให้ความสนใจนางก็ถือว่าให้เกียรตินางแล้วละ”
ฟางเมี่ยวที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างครึ่งค่อนวันกลับรู้สึกไม่เห็นด้วย เมื่อถึงตรงนี้จึงกลอกตาทีหนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ก็นั่นน่ะสิ อีกทั้งเยี่ยนซื่อจื่อก็ยังประคบประหงมนาง รักใคร่นางราวกับแก้วตาดวงใจ ทำเอาทุกคนต้องหวั่นเกรงนางถึงสามส่วน”
ผู้อื่นฟังแล้วยังไม่รู้สึกผิดปกติอะไร
โหยวเย่ว์ยังนึกว่าฟางเมี่ยวมีความคิดเหมือนตนเองด้วยซ้ำ คึกคักขึ้นมาทันที “ไม่รู้ว่าเยี่ยนซื่อจื่อเป็นอะไร คนเขาต่างรู้กันว่าเจียงเสวี่ยหนิงถูกส่งไปเลี้ยงดูอย่างยาจกอยู่ข้างนอกก่อนแล้วจึงค่อยได้รับตัวกลับมา มีแต่กลิ่นสาบคนจนทั่วร่างหน้าตาก็ดาด ๆ ชั้นต่ำ ปราศจากบุคลิกอันสง่างามของกุลธิดาตระกูลใหญ่ มองผาดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่อยู่กับร่องกับรอย จะนับว่าเป็น ‘หญิงงาม’ได้ที่ไหนกัน?”
ฟางเมี่ยวแสดงสีหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผงกศีรษะอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “นั่นน่ะสิ ก็แค่ขนคิ้วละเอียดไปหน่อย ตาโตไปหน่อย จมูกเล็กไปหน่อย ส่วนรูปปากนั่นก็งามไปหน่อย ผิวขาวกว่าคนอื่นไปหน่อยก็เท่านั้นเอง ไม่งาม ไม่งามเลยจริง ๆ !”
โหยวเย่ว์เอ่ย “ใช่แล้วละ ก็แค่ขนคิ้วละเอียดไปหน่อย ตาโตไปหน่อย…”
เมื่อหลุดปากได้สองประโยค ในที่สุดก็