ายวันมานี้เสด็จแม่และหัวหน้ากองซูกำชับมาแล้ว ยากเย็นนักกว่าเสด็จพี่ฮ่องเต้จะรับปากเปิดวิชาให้นางศึกษาเล่าเรียน ราชสำนักวิพากษ์-วิจารณ์เรื่องนี้อย่างยิ่ง ส่วนใหญ่คิดว่าเรื่องนี้ไม่ถูกจารีตประเพณี นางจึงต้องทะนุถนอมโอกาสนี้เอาไว้ ไม่ทำอย่างขอไปทีเด็ดขาด
วันนี้นางสวมชุดชาววังสีเหลืองอ่อนปักลายดิ้นทอง
เจียงเสวี่ยหนิงและพระสหายร่วมศึกษาอีกแปดคนเพิ่งมาถึงไม่นานนัก ยังห่างจากยามเหม่าหนึ่งเค่อ เสิ่นจื่ออีก็พานางกำนัลประจำตัวสองนางเดินเข้ามาจากภายนอกแล้ว
ทุกคนทยอยค้อมกายถวายการคารวะ“ถวายพระพรองค์หญิงใหญ่ ขอองค์หญิงใหญ่ทรงพระเจริญเพคะ”
เสิ่นจื่ออีไม่ได้ดีใจเช่นนี้มานานมากแล้ว ดวงพักตร์งามแจ่มจ้าเปียมรอยยิ้ม มือทั้งสองข้างไพล่หลัง กระโดดเหยงคราหนึ่งไปยืนบนธรณีประตูกล่าวกับทุกคนว่า “จากนี้ไปพวกเจ้าล้วนเป็นสหายร่วมศึกษาของข้าแล้ว ยังมีเวลาได้พบหน้ากันอีกมาก ไม่ต้องแสดงการคารวะกลับไปกลับมาแล้วละ พวกเจ้าเหนื่อยข้าก็เหนื่อย รีบลุกขึ้นเถอะ”
ระหว่างเอ่ยวาจาก็กวาดสายตามองรอบหนึ่ง
จากนั้นก็ส่งเสียงดัง “เอ๊ะ” ก่อนจะเดินตรงไปเบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิง “หนิงหนิง ทำไมเจ้านั่งอยู่แถวหลังสุดเล่า?”
เสิ่นจื่ออีติดกลีบดอกอิงเถาสีชมพูกลางหน้าผากกลีบหนึ่ง หลังจากงานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางคราวก่อน ความหม่นหมองซึ่งปรากฏอยู่บนใบหน้าในกาลก่อนก็คลายลง เลิกจงใจวางมาดองค์หญิงใหญ่เช่นที่เคยทำ กลับกลายเป็นคนเรียบง่ายเป็นกันเอ