ง ทำให้ผู้อื่นเข้าหาได้ง่าย ทั้งยังเปียมความร่าเริงสดใสของสาวน้อยอยู่หลายส่วนด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงอดสั่นสะท้านยามสบสายตาเป็นห่วงเป็นใยของนางไม่ได้
จำได้ว่าชาติก่อนตนเคยเห็นเสิ่นจื่ออีเบิกบานมีความสุขและไร้เดียงสาเช่นนี้เหมือนกัน แต่พอนางรู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นสตรี สีหน้าเบิกบานก็หายไปจนหมดสิ้น นางกลับไปเป็นองค์หญิงใหญ่เล่อหยางซึ่งมีแต่ความเศร้าหดหู่ภายในดวงตาและมีนิสัยเลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังเดิม
ครั้งก่อนเจียงเสวี่ยหนิงเคยมีประสบการณ์ได้รับความ ‘ดี’ ที่องค์หญิงเคยมีต่อตนมาแล้วกลัวว่าพอนางเอ่ยปากจะเรียกให้ตนไปนั่งแถวหน้า จึงรีบกะพริบตาอธิบาย “หม่อมฉันโง่เขลาดื้อรั้น เรียนไม่เก่ง นั่งตรงนี้จะได้ไม่ทำให้เซียนเซิงเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ หากมีครั้งใดหม่อมฉันกระทำการพลั้งเผลอจนเซียนเซิงบอกให้หม่อมฉันไสหัวกลับไป เช่นนั้นจะมิแย่หรือเพคะ?”
นี่เป็นการบอกอ้อม ๆ ว่าตนเองไม่อยากถูกเซียนเซิงพบเห็นเสิ่นจื่ออีฟังเข้าใจ อดรู้สึกเบิกบานใจไม่ได้ “มีเปินกงจู่คุ้มหัวอยู่ ผู้ใดกล้าบอกให้เจ้าไสหัวไป?”
สายตาของผู้อื่นในตำหนักตกบนร่างเจียงเสวี่ยหนิงทันที บ้างก็อิจฉา บ้างก็สลับซับซ้อนบ้างก็หวาดระแวง บ้างก็ครุ่นคิด
เจียงเสวี่ยหนิงสัมผัสบรรยากาศอันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นภายในตำหนักได้
แต่นางไม่กล้ามอง
กลัวว่าหากเงยศีรษะขึ้นมาแล้ว ดวงตาอันคมกริบจะทิ่มแทงตนจนตาย!เสิ่นจื่ออีเติบโตโดยได้รับความโปรดปราน