นจึงบอกว่า “เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เมื่อกล่าวจบทั้งสองคนก็ประคองเหยาซีให้ลุกแล้วเข้าไปในห้องของนาง
คนที่เหลือมองหน้ากันไปมา
ฟางเมี่ยวมีสีหน้าแปลกประหลาด เข็มทิศในมือหันไปยังแผ่นหลังของคนทั้งสามและขยับแกว่งเบา ๆ นางอดพูดพึมพำไม่ได้ “สมปรารถนาแล้วยังไม่ดีใจ แปลกจริง ๆ …”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับยกมุมปากเย้ยหยัน
เซียวซูและเฉินซูอี๋เดาออก นางย่อมเดาออกเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้รู้สึกยินดีสักเท่าใด
ตัวเอกจากไปแล้ว ส่วนนางก็ไม่อยากจะรั้งอยู่ห้องโถงแห่งนี้นานมากนัก จึงอ้างว่าจะไปเก็บข้าวของภายในห้อง ออกจากห้องโถงแล้วก็เดินไปห้องของตนเอง
ฟางเมี่ยวขบคิดครู่หนึ่ง เดินตามมาด้วยเจียงเสวี่ยหนิงหันศีรษะกลับมามองนาง
ฟางเมี่ยวยิ้มด้วยความเคอะเขินเหมือนกระดากใจอยู่บ้าง แต่ฝีเท้ากลับติดตามเจียงเสวี่ยหนิงไม่หยุด เอ่ยขึ้นมาว่า “ตอนนั้นคุณหนูเหยาซีเกือบเชื่อฟังถ้อยคำของโหยวเย่ว์ ต้องการทำลายชื่อเสียงของจางเจอให้แปดเปือน อีกทั้งคุณหนูรองเจียงยังอาละวาดไปยกหนึ่งด้วย บัดนี้เกิดเรื่องถอนหมั้นขึ้นแล้ว แต่เหมือนคุณหนูรองเจียงกลับไม่แยแสเลยสักนิด นั่นเป็นเพราะเหตุใด ตัวข้านี้ค่อนข้างโง่เขลา เหตุใดเหยาซีต้องร้องไห้แล้วพวกนางจะไปคุยเรื่องอะไรกันอย่างนั้นหรือ?”
นับตั้งแต่เข้าวังหลวงวันแรก ฟางเมี่ยวก็มั่นใจแล้วว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นคนมี ‘อำนาจกำหนดโชคชะตาผู้คน’ แต่ที่แท้สิ่งที่ฟางเมี่ยวเชื่อจะจริงหรือเท็จ เจียงเสวี่ยหนิ