าจนับว่าครบถ้วนสมบูรณ์ แต่เจียงเสวี่ยหนิงก็มั่นใจเพียงพอว่า…
เป็นเขา
ไม่มีทางเป็นผู้อื่นได้อีกแน่
กิริยาท่าทางการมองสายฝนอย่างสงบนิ่งเช่นนี้ ถึงแม้จะผ่านมานานแสนนานแล้ว แต่กระนั้นกลับยังคงประทับตราตรึงในความทรงจำของนาง ไม่อาจลบเลือนแม้แต่กระผีกเดียว
ใต้เท้าจาง ยังคงชอบมองสายฝนเช่นนี้เหมือนเดิมสินะ…ฉับพลันนั้นเอง เจียงเสวี่ยหนิงกลับมีน้ำตาร้อนคลอหน่วย
ยามนี้ทุกสิ่งในชาติก่อนล้วนถาโถมมาหมด
ใต้ศาลาท่ามกลางสายฝน เป็นเขาที่ยืนอยู่ใต้ขั้นบันได ยื่นมือไปฉีกชายชุดขุนนางที่นางจงใจเหยียบไว้ด้วยเจตนาร้าย ยามเงยศีรษะขึ้นมองนางอีกครา แพขนตาก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำฝน
ภายในตำหนักเฉียนชิงยามบ่าย เป็นเขาที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านนอก ฝั่ามือค่อย ๆ กำแน่นจนแข็งตึง ขณะกำลังกดครรลองจักษุลงต่ำ ไม่กล้าชำเลืองขึ้นมายามอยู่ต่อหน้านาง
บนทางม้าเร็วซึ่งมีแต่ดินโคลน เป็นเขาที่ใช้มือกุมไหล่ที่ได้รับบาดเจ็บ ลำคอขยับขึ้นลงเล็กน้อย โลหิตไหลนองผืนดิน ขณะกำลังเอื้อมมือไปยังข้อเท้าที่พลิกของนาง
…
นางทำอะไรไม่ทำ ดันนำพาตัวเองไปตอแยคนดีเช่นนี้เพื่อเหตุใดกัน
อาจเพราะนางมีมารร้ายซุกซ่อนอยู่ในใจตนหนึ่ง ต้องการย้อมสีขาวให้เป็นสีดำ ต้องการกวนสิ่งที่ใสให้ขุ่นหมอง ต้องการกระชากผู้ที่ยืนอย่างสูงส่งบนสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ให้ลงมาเกลือกกลั้วและดิ้นรนกับความทุกข์ของโลกมนุษย์…เมื่อทำเช่นนี้ถึงจะพึงพอใจ
ชาติก่อนนางติดค้างเยี่ยนหลิน และเยี่ยน