เมื่อได้ยินคำว่า ‘โหยวเย่ว์’ สองคำออกจากปากเจียงเสวี่ยหนิง ปฏิกิริยาแรกของโหยวฟางอิ๋นคือประหลาดใจ เนื่องจากไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝั่ายถึงคาดเดาได้แม่นยำเช่นนี้ แต่ไม่นานความประหลาดใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นกลัว…
นายจ้างช่วยเหลือนางมากมายเกินไปแล้ว
นางไม่อยากเพิ่มความยุ่งยากให้นายจ้างอีก
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าคนผู้นี้คือโหยวเย่ว์พี่สาวที่ยากจะต่อกรของนาง เมื่อวานหลังจากกลับมาก็ยังพูดจาไม่น่าฟังแสนระคายหูตั้งมากมาย…
จะให้คุณหนูรองรู้ไม่ได้เด็ดขาด
นางค่อย ๆ ออกแรงดึงมือของตนเองกลับจากฝั่ามือเจียงเสวี่ยหนิง พูดอึกอักว่า “เปล่าเจ้าค่ะ บาดแผลของข้าไม่เกี่ยวอะไรกับพี่หญิงรองเลย ต้องโทษข้าที่ไม่ระวังตัวเอง บาดแผลเล็กน้อยเช่นนี้ไม่หนักหนา ดูแลแค่ไม่กี่วันก็หายแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงพิงหมอนอิงพลางทอดสายตามองนาง
ประกายสำรวจตรวจสอบในดวงตาคมปลาบขึ้นมาเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก ก่อนจะกล่าวเนิบนาบว่า “ข้าแค่ถามว่าพี่หญิงรองของเจ้ากลับมาแล้วใช่หรือไม่ ไม่ได้พูดว่าบาดแผลของเจ้าเป็นฝีมือพี่หญิงรองเจ้าเสียหน่อย เจ้าจะมารีบร้อนแก้ต่างให้นางเช่นนี้ทำไม?”
คราวนี้โหยวฟางอิ๋นถึงรู้สึกตัวว่าตนหลุดปากด้วยความร้อนใจเข้าเสียแล้ว มิหนำซ้ำความสามารถในการกล่าวเท็จของนางก็ไม่ดีเป็นทุนเดิม ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าขณะนี้ตนกำลังโกหกผู้มีพระคุณช่วยชีวิตด้วย จึงรู้สึกกระดากอายขึ้นมาทันที กล่าวตะกุกตะกัก “เพราะฟางอิ๋นรู้ว่าคุณ