ะพูดขึ้นมาว่า “ยังมีเวลาอีกสักครู่กว่าประตูวังจะปิดเจ้าเพิ่งเข้าวังครั้งแรกข้าไม่วางใจเลยจริง ๆ อีกทั้งได้ยินคนบอกว่าหัวหน้ากองซูที่สอนเจ้าในวันนี้เข้มงวดมาก ซ้ำเจ้ายังหกล้มต่อหน้าองค์หญิงใหญ่อีก นี่เมื่อครู่ข้าแวะไปขอยามาจากสำนักหมอหลวง กลางคืนอย่าลืมทายา อย่าให้กลับจากเข้าวังแล้วขาพิการเล่า เจ้าสาวเช่นนี้ข้าไม่ต้องการหรอกนะ”
กล่าวคำพูดเหมือนเด็กน้อยโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงสีหน้าเป็นปกติ
ส่วนเยี่ยนหลินกลับหน้าแดง พลันรู้สึกว่าตนเองวู่วามอีกจนได้ เขาอดปั้องปากกระแอมกลบเกลื่อนทีหนึ่งไม่ได้ จากนั้นจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “วันนี้ปรับตัวได้หรือยัง?”ยาที่เขาขอมาบรรจุในขวดขนาดเล็กสีขาวเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกุมไว้ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบ นางช้อนดวงตามองหนุ่มน้อยใต้ท้องฟั้ายามราตรี “พอปรับตัวได้บ้าง มิหนำซ้ำองค์หญิงใหญ่ทรงดูแลข้าดีมาก เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
เนื่องด้วยเยี่ยนหลินบอกกล่าวเสิ่นจื่ออีไว้เป็นพิเศษ ครั้นได้ยินจึงวางใจแล้วเช่นกัน
ริมฝีปากเขาผุดรอยยิ้มบาง ยามนี้เปลี่ยนไปใช้สีหน้าอีกแบบมองดูนาง
ประหนึ่งจับหางน้อย ๆ ของแมวที่กำลังขโมยของกินได้ตัวหนึ่งเขากล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ว่า “วันนี้หลังจากจบการบรรยายประจำวันที่ตำหนักเหวินหวา ข้าบังเอิญไปพบท่านรองเสนาบดีมา”
คงหมายถึงเจียงปั๋อโหยว
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจความหมาย กะพริบตามองเขา
เยี่ยนหลินเลิกคิ้วพลางกล่าวต่อ “เขาถามข้าว่าก่อนห