จแม้แต่น้อย
เนื่องด้วยชาติก่อนคนกลุ่มนี้มิได้สนทนาหัวข้อที่น่าสนใจอะไรนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกแปั้งหอมเอย เครื่องประดับศีรษะเอย หรือไม่ก็พูดคุยเรื่องของบุรุษหนุ่มรูปงามเบื้องนอกผู้มีความสามารถอย่างเอาเป็นเอาตาย ช่างปราศจากความคิดสร้างสรรค์เสียจริง
แต่กระนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่อาจต้านทานความรู้สึกของทุกคนที่คิดว่านางช่างร้ายกาจเสียเหลือเกินในยามนี้ได้อยู่ดี
ผู้ใดใช้ให้นางมีหน้ามีตายามอยู่ต่อหน้าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเล่าสถานการณ์ขณะเรียนวิชามารยาทพิธีการทุกคนล้วนเห็นกับตา ต่อให้รู้สึกว่านางใช้เส้นสายเกินเลยไปอยู่บ้าง ทว่าเปลือกนอกก็ต้องแสดงท่าทีเป็นมิตรกับนางมากขึ้น แม้ต่างเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องถึงขั้นทำตัว‘ประจบประแจง’ แต่ทั้งถ้อยคำและวาจาที่แสดงออกล้วนอ่อนโยนและเป็นมิตรยิ่ง กระทั่งโหยวเย่ว์ยามเห็นนางก็ยังต้องเก็บงำสายตาที่เคยแฝงความเป็นอริไปเสีย เค้นรอยยิ้มประดับริมฝีปากเช่นกัน
ดังนั้นนางจึงถูกพวกฟางเมี่ยวลากตัวไป
มีคนนั่งรอบโต๊ะกลมราวหกถึงเจ็ดคน ส่วนคนที่เหลือแยกย้ายกระจายตัวนั่งบนเตียงเตาริมหน้าต่าง กำลังสนทนาตอบโต้ไปมา ระหว่างนั้นอาจหยิบผลไม้แช่อิ่มหรือผลไม้แห้งซึ่งตระเตรียมไว้เป็นอย่างดีภายในถาดขึ้นมากินเป็นระยะ
ส่วนโจวเปั่าอิงก็ยิ่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับของกิน ไม่ว่าผู้ใดจะมาก็ไม่เงยหน้าเลย
เป็นเซียวซูที่คล้ายให้ความสำคัญต่อเจียงเสวี่ยหนิงมากเป็นพิเศษ ครั้นเห็นนางมา