ถึงก็ผงกศีรษะเป็นการทักทาย ยิ้มแย้มเอ่ยว่า “วันนี้นับว่าน้องหญิงตระกูลเจียงมีหน้ามีตาใหญ่แล้วนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเหน็ดเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว นางจึงทำได้เพียงฉีกยิ้มมุมปาก แสร้งทำท่ากระอักกระอ่วน ประหนึ่งไม่รู้ว่าควรตอบกลับเช่นไรเพียงกล่าวว่า “พี่หญิงเซียวกล่าวล้อเล่นแล้ว”
เซียวซูเห็นนางไม่มีเจตนาจะสนทนากับผู้ใดเสียที อีกทั้งไม่สะดวกจะหยิบยืมการสนทนาเพื่อพูดคุยกับนางให้ลึกซึ้งกว่านี้ จึงพลันหันหน้าไปคุยกับผู้อื่นต่อ
ทุกคนล้วนอดพร่ำบ่นนางข้าหลวงที่มาวันนี้ไม่ได้
เหยาหรงหรงนั่งอยู่บริเวณหัวมุมด้วยอาการหวาดกลัวเล็กน้อย ใบหน้าแดงก่ำ “ไม่เคยมีผู้ใดสอนเรื่องพวกนี้กับข้ามาตั้งแต่เล็ก พอต้องเรียนรู้จึงออกจะชักช้าเสียเหลือเกิน โชคยังดีที่มีพี่หญิงเจียงซึ่งไม่ต่างจากข้าเท่าใดนัก มิเช่นนั้นวันนี้ข้าคงไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดีแล้ว…”
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดนี้ต่างหายใจติดขัด
ควรบอกว่าสาวน้อยผู้นี้ช่างโง่เขลาหรือว่าช่างโง่เขลามากเป็นพิเศษดีนะ
คำพูดพรรค์นี้รู้แค่ในใจตนก็เพียงพอแล้ว เหตุใดต้องพูดออกมาจากปากด้วย
ภายในห้องเงียบสงัดในบัดดลโหยวเย่ว์แทะเมล็ดทานตะวัน ถึงแม้ไม่กล้าเผยสีหน้าชัดเจนนัก แต่สายตากลับฉายแววสนุกสนานที่ได้ดูการแสดงฉากเด็ด
ผ่านไปครู่หนึ่งเหยาหรงหรงถึงรู้สึกตัวว่านางพูดผิดไปแล้ว ทั้งยังนึกถึงเรื่องที่เจียงเสวี่ยหนิงได้รับเกียรติต่อหน้าพระพักตร์องค์หญิงขึ้นมาได้อีก นางพลันตัวสั่นงันงก รีบกล