้าวให้ออกจากวังหลวงเพราะความรู้อ่อนด้อยก็จะกลายเป็นเรื่องที่แน่นอน
ครั้นเอ่ยถึงเซี่ยเวย บรรดาคุณหนูจากตระกูลใหญ่ก็พลันตื่นเต้นขึ้นมาอีกหลายส่วน
มีคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “เซี่ยเซียนเซิงคงไม่ได้มาด้วยตนเองจริงหรอกกระมัง?”
โหยวเย่ว์พูดกระเซ้า “ไยเจ้าจึงหน้าแดงเล่า?”
คนผู้นั้นส่งเสียงดูแคลนนางครั้งหนึ่ง ใช้มือปั้องใบหน้ากล่าวว่า “หากวันใดเจ้าได้พบ เจ้าก็ต้องหน้าแดงเช่นกัน!”
เหยาหรงหรงกลับพูดต่อด้วยอาการขลาดกลัว “ตอนข้าอยู่บ้านก็เคยได้ยินท่านพ่อเอ่ยถึงเซี่ยเซียนเซิงอยู่หลายครั้ง เพียงแต่ต่างพูดกันว่าเซี่ยเซียนเซิงอีกสี่ปีก็จะอายุสามสิบแล้ว กลับยังอยู่เพียงลำพังและไม่คุยเรื่องงานวิวาห์ ช่างน่าแปลกเหลือเกิน”
ฟางเมี่ยวเงยหน้าทันที “เรื่องนี้มีอะไรน่าแปลก?”
เหยาหรงหรงร้อง ‘อา’ เบา ๆ คราหนึ่ง
ฟางเมี่ยวก้มหน้าเรียงเหรียญทองแดงทั้งหลายบนโต๊ะอีกรอบ คล้ายต้องการคำนวณอะไรบางอย่าง แล้วพูดขึ้นมาว่า “คนในเมืองหลวงส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้วว่าถึงแม้เซี่ยเซียนเซิงจะถือกำเนิดในตระกูลของบัณฑิต ทว่าหลายปีนี้กลับมีใจฝักใฝั่ศึกษาพระธรรม ทุกปีจะต้องหาเวลาว่างสองเดือนเพื่อไปพำนักถือศีลกินเจ ถกพระธรรมคัมภีร์ที่วัดเสวียนคงและอารามซานชิงกวน จิตใจผ่องแผ้วปราศจากกิเลส ไม่เข้าใกล้อิสตรี เป็นเช่นนี้หากยังไม่บวชก็แปลกแล้ว”
ไม่เข้าใกล้อิสตรี
ครั้นเอ่ยถึงเรื่องนี้เจียงเสวี่ยหนิงก็อดนึกถึงความน่าอับอายในชาติก่อนไม่ได้
ควา