ยงแต่สุดท้ายไม่สำเร็จทว่าก็ไม่มีสิ่งใดให้ตัดพ้อเช่นกัน สรรพสิ่งล้วนมีวาสนาเป็นของตัวเอง บัดนี้ข้าก็แค่ไม่มีทั้งความสามารถและไม่มีวาสนานี้ก็เท่านั้น”
แต่ไหนแต่ไรมาเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่ถูกชะตาสีหน้านิ่งเรียบยามอีกฝั่ายเอ่ยวาจาเช่นนี้อยู่แล้วรอยยิ้มซึ่งประดับบนริมฝีปากเจียงเสวี่ยหนิงค่อยๆ เลือนหาย ในขณะที่น้ำเสียงกระแนะกระแหนกลับเข้มข้นมากยิ่งขึ้น “เจ้ารู้หรือไม่ เหตุใดข้าถึงไม่ชอบเจ้าตั้งแต่เข้าจวนมา?”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่กล่าววาจา
เจียงเสวี่ยหนิงหักกิ่งไม้แห้งกิ่งเล็กซึ่งห้อยลงมาจากระเบียงทางเดินจนเกิดเสียงดัง ‘เปั๊าะ’ส่งผลให้ค่ำคืนอันเงียบสงัดบังเกิดความน่าตื่นตะลึงรูปแบบหนึ่ง “ไม่ใช่แค่เพราะเจ้าดีกว่าข้าโดดเด่นกว่าข้า เสพสุขต่อทุกสิ่งที่เดิมทีควรเป็นของข้าเท่านั้น สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ บัดนี้สี่ปีล่วงมาแล้ว ทั้งที่เจ้ารู้ชาติกำเนิดและรู้ว่าผู้ใดเป็นมารดาบังเกิดเกล้าของตนเอง มีคนบางคนต่อให้ปราศจากบุญคุณที่เลี้ยงดู ทว่าก็มีบุญคุณที่ให้กำเนิด แต่เจ้าไม่เคยถามเรื่องของหว่านเหนียงกับข้าสักประโยคเดียว หรือแม้แต่คำเดียว”
มือที่กุมประสานกันด้านหน้าของเจียงเสวี่ยฮุ่ยค่อย ๆ กุมแน่น นางหลุบตาลงเล็กน้อย คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงโยนกิ่งไม้แห้งทิ้งไป แล้วหัวเราะใส่นาง
“หว่านเหนียงล้มปั่วยหนัก ก่อนจะจากโลกนี้ไป นางกุมมือข้า ยัดกำไลซึ่งเป็นของตกทอดในตระกู