งต่างคนต่างเดินโดยไม่สนใจกันไปแล้ว
แต่วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงกลับเรียกนางเอาไว้กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ข้าไม่ชอบของที่เจ้าให้ข้า”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยรั้งฝีเท้า ไม่ได้หันหน้ากลับมา“เช่นนั้นน้องหญิงหนิงโยนทิ้งไปก็ได้”เจียงเสวี่ยหนิงอดหัวเราะเย้ยหยันไม่ได้“หากข้าเป็นเจ้า ชื่อเสนอขึ้นไปแล้ว แต่กลับไม่ได้รับคัดเลือก กลายเป็นน้องสาวที่ไร้ความรู้ความสามารถของตนเองได้รับคัดเลือกให้เป็นพระสหายร่วมศึกษาแทน จะต้องคิดว่าตนถูกเล่นตุกติกหรือเปล่าแน่นอน แต่เจ้ากลับจอมปลอมทั้งยังมอบเครื่องเขียนให้ข้าอีก หรือนึกว่าข้าดูไม่ออกเรื่องที่แท้จริงแล้วเจ้าก็อยากจะเข้าวัง?”
ในที่สุดเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็เบนสายตามามองนาง
ระเบียงนั้นปลูกดอกจื่อเถิง[4]เป็นหลังคา แต่เนื่องด้วยผ่านพ้นช่วงฤดูผลิดอกและล่วงถึงปลายฤดูสารทแล้ว บุปผาใบไม้จึงโรยรา กิ่งก้านแห้งเหี่ยว แสงจันทราสีเงินยวงเหนือยอดศีรษะแทรกผ่านช่องว่างของกิ่งก้านสาขาลงมา ทอแสงวูบไหวเป็นจุดเล็กละเอียดบนร่างเจียงเสวี่ยหนิง
ชุดกระโปรงสีขาวสะอาดเรียบง่าย เมื่อยืนอยู่ตรงนั้นกลับงามสง่ากอปรด้วยเสน่ห์ยวนตา
แม้แต่รอยยิ้มเย้ยหยันตรงมุมปากยังน่าลุ่มหลง
นางไม่เคยปิดบังความยินดีหรือโทสะ และเหมือนรังเกียจที่จะปิดบังอีกด้วย
เจียงเสวี่ยฮุ่ยรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ข้าอยากเข้าวัง ใต้หล้านี้มีสตรีใดบ้างไม่รักชอบความหรูหรา? สำหรับข้าแล้ว หาใช่เรื่องน่าอับอายอันใดไม่ เพี