มรู้สึกอันสลับซับซ้อนขึ้นมาหลายส่วนเดิมทีนึกว่าลูกหนิงจะต้องอาละวาดยกหนึ่งเสียอีก แต่นางกลับละทิ้งโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ไปอย่างง่ายดาย ทำให้พวกเขาละอายใจต่อความคิดที่เคยมีอยู่บ้าง
เจียงปั๋อโหยวรีบเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรแล้วละ”
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่โยกโย้ แสดงการคารวะคราหนึ่ง จากนั้นจึงถอยไปจากห้องภายในห้องโถงเหลือเพียงพวกเขาสามคนต่างคนต่างมีสีหน้าแปลกประหลาด
สุดท้ายเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็ทอดสายตามองแผ่นหลังผอมบางซึ่งค่อย ๆ หายลับไปบนระเบียงทางเดิน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างแช่มช้า กล่าวกับเมิ่งซื่อว่า “ที่จริงแล้วน้องหญิงใจอ่อนมากเลยนะเจ้าคะ…”
เมิ่งซื่อเงียบงันไม่เอ่ยวาจา
เจียงปั๋อโหยวกลับบังเกิดความตื้นตันใจขึ้นมาหลายส่วน ทอดถอนใจเอ่ยว่า “ลูกหนิงรู้ความถึงเพียงนี้ กลับทำให้ข้าไม่คุ้นชินอยู่บ้าง นางเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้วจริง ๆ รู้จักเอาใจใส่พวกเราและรู้จักยอมให้พี่สาวแล้ว”
โชคดีที่เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ยินคำพูดนี้ มิเช่นนั้นเกรงว่าคงได้เปล่งเสียงหัวเราะแน่
ทุกคนคงคิดแค่ว่านางละทิ้งโอกาสอันยิ่งใหญ่อย่างการได้เข้าวังหลวงเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษา แต่หารู้ไม่ว่านางไม่เคยอยากได้โอกาสนี้แม้แต่น้อย
ขณะเดินออกมาจากห้องโถง ฝีเท้าของเจียงเสวี่ยหนิงรวดเร็วฉับไวและผ่อนคลายเสียเหลือเกินเหลียนเอ๋อร์เกือบตามนางไม่ทัน เดินไปพลางร้องเรียก “สวรรค์! คุณหนูท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ? นั่นคือการเข้าวังหลวงเชียวนะ เป็นโอ