องนี้ถึงจะสงบลงได้
คาดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะมิมองผู้ใด นางทอดสายตาพร้อมยอบกายคารวะ แล้วเอ่ยว่า“ท่านพ่อท่านแม่กล่าวมีเหตุผล ถึงแม้โอกาสในการเข้าวังครั้งนี้จะหาได้ยาก แต่ลูกรู้จักนิสัยของตัวเองดี ไม่อดทนและไม่ยอมให้ผู้ใด แต่พี่หญิงสง่างามเป็นกุลสตรีและรู้ความ อีกทั้งยังยินดีจะไปอีกด้วย มิหนำซ้ำยังมีการคบค้าสมาคมกับบุตรีตระกูลสูงศักดิ์ภายในเมืองหลวง หากให้เข้าวังคงเหมาะสมกว่า ครั้งนี้ให้พี่หญิงไป ลูกไม่มีความเห็นอื่นใดเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวงุนงงทันที “เจ้าว่าอะไรนะ?”
เมิ่งซื่ออดนั่งหลังเหยียดตรงไม่ได้ “เจ้า…”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยยังคงตะลึงงัน ประกายตาวาววับ รู้สึกตื้นตันใจอย่างประหลาด “น้องหญิง…”เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกดูแคลน อีกทั้งยังพานนึกถึงหว่านเหนียง จึงตอบกลับโดยไม่ไว้หน้านางแม้แต่น้อย “อย่าคิดเชียวว่าคราวนี้ข้าทำให้ผู้ใดสมความปรารถนา ที่ข้าไม่อยากเข้าวังก็เพราะข้าทนกฎเกณฑ์ภายในวังหลวงไม่ได้หรอก วันหน้าหากเจ้ามีสิ่งใดที่ข้าพอใจ ก็จะแย่งชิงดังเดิมโดยไม่ละเว้น!”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยอับจนวาจา ได้แต่มองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงเบนสายตากลับมา กล่าวกับเจียงปั๋อโหยวและเมิ่งซื่อโดยไม่แยแสผู้ใด “หากท่านพ่อท่านแม่ปราศจากธุระอื่นใดแล้ว ลูกขอตัวลาก่อนเจ้าค่ะ”เจียงปั๋อโหยวและเมิ่งซื่อไหนเลยจะคิดว่าเรื่องราวจะง่ายดายถึงเพียงนี้ คราแรกจึงยังไม่ได้สติคืนกลับมา
ครั้นได้ฟังคำพูดประโยคนี้ของนาง ใจพลันบังเกิดควา